กรมสุขภาพจิต ใช้ 'ปิงปอง 7 สี' จัดความรุนแรงอาการเด็ก 'สมาธิสั้น'

05 มิ.ย. 2561

ncd , กรมสุขภาพจิต , โรคสมาธิสั้น



กรมสุขภาพจิต เร่งเพิ่มการเข้าถึงบริการเด็กป่วยโรคสมาธิสั้นทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีอัตราเข้าถึงน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 11 โดยใช้ปิงปอง 7 สี จัดระดับความรุนแรงอาการของเด็กโรคสมาธิสั้นตามโทนสี บุคลากรสาธารณสุขและโรงเรียนในพื้นที่ใช้จำแนกอาการและให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม รวดเร็วขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างทดลองใช้ใน จ.สมุทรปราการ คาดสรุปผลใน 1 ปี ก่อนขยายผลใช้กับเขตสุขภาพทั่วประเทศ
 
นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กรมสุขภาพจิตได้เร่งพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศให้ได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ สามารถอยู่ในครอบครัว ชุมชน และสังคมได้ ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การเข้าถึงบริการของเด็กที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder : ADHD) ซึ่งเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ และเด็กสามารถเรียน ทำงาน หากตรวจพบตั้งแต่ยังเด็กๆ และรักษาอย่างถูกต้อง เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีระดับไอคิวปกติ การเจริญเติบโตก็ปกติเหมือนเด็กทั่วไป แต่ต่างกันที่พฤติกรรม จะมีอาการซุกซนมาก อยู่ไม่นิ่ง สมาธิไม่ดี พ่อแม่ผู้ปกครองมักเข้าใจว่าเป็นเด็กซุกซนธรรมดา ไม่ใช่เด็กป่วยจึงไม่พาเข้ารักษา โดยพบเด็กไทยมีอัตราป่วยโรคนี้ร้อยละ 5.4 คาดว่าทั่วประเทศมีประมาณ 437,136 คน ในรอบ 6 เดือน
 
ปีงบประมาณ 2561 นี้ เข้าถึงบริการแล้วร้อยละ 12.49 ได้มอบหมายให้ รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จ.สมุทรปราการ สถาบันราชานุกูล และสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคจิตเวชในเด็ก เป็นหน่วยงานหลัก เร่งพัฒนาระบบและแนวทางการดูแล ตลอดทั้งระบบการ ส่งรักษาต่อในรายที่รุนแรง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ได้มากที่สุดและเพิ่มการหายของเด็กโรคนี้มากขึ้น ประการสำคัญจะเป็นการป้องกันปัญหาสังคมจากเด็กกลุ่มนี้ที่โตขึ้นและไม่ได้รับการดูแลรักษา เช่น ก้าวร้าวรุนแรง ความรุนแรงทางสังคม เด็กแว้น เสี่ยงติดสารเสพติดได้สูง
 
ด้านแพทย์หญิงนพวรรณ ศรีวงค์พานิช ผู้อำนวยการ รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กล่าวว่า ในการพัฒนา แนวทางการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้น กลุ่มงานพัฒนาเครือข่ายระบบบริการจิตเวชเด็กและวัยรุ่นของรพ. ยุวประสาทฯ ได้นำแนวคิดปิงปอง 7 สีที่ใช้ในการจำแนกอาการความรุนแรงของผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อหรือโรคเอ็นซีดี ( NCD) ที่ใช้ในเขตสุขภาพอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ดูแลคัดกรองเด็กสมาธิสั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการส่งต่อผู้ป่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยเทียบอาการความรุนแรงตามสี จากน้อยไปหามาก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเสี่ยงยังไม่ถึงขั้นป่วย มี 3 สี และกลุ่มป่วยแล้ว มี 4 สี รวมทั้งหมด 7 สี
 
แพทย์หญิงนพวรรณ กล่าวต่อว่า เด็กสมาธิสั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ใช้ปิงปอง 3 สี คือ
1. สีขาว หมายถึง กลุ่มซนปกติ แต่รอคอยไม่ได้ 
2. สีเขียวอ่อน หมายถึง กลุ่มที่ซนเล็กน้อย รอคอยไม่ได้
3. สีเขียว หมายถึง กลุ่มซนชนิดเสี่ยง คือ ซนมาก อยู่ไม่นิ่ง รอคอยไม่ได้
 
ซึ่งเด็กกลุ่มนี้สามารถดูแลที่บ้าน ที่โรงเรียนเพื่อปรับแก้พฤติกรรมให้ดีขึ้น โดยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคแก่ผู้ปกครองและครู ตลอดคำแนะนำการเลี้ยงดูเชิงบวก การจัดการพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ตามวัย
 
ส่วนกลุ่มเด็กที่ป่วยแล้ว จะใช้สีปิงปอง 4 สี จากอาการน้อยไปอาการรุนแรง ต้องส่งพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาเพื่อควบคุมอาการร่วม และฟื้นฟูด้านจิตสังคมร่วมด้วย ได้แก่ 
1. สีเหลือง หมายถึง กลุ่มที่มีอาการสมาธิสั้น แต่ยังไม่มีปัญหาการเรียน
2. สีส้ม หมายถึงกลุ่มที่มีปัญหาการเรียนร่วมด้วย จะเพิ่มการให้คำปรึกษาในการจัดการปัญหาพฤติกรรมเฉพาะ ให้ความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3. สีแดง หมายถึง กลุ่มที่มีปัญหาทั้งการเรียนและมีปัญหาด้านอารมณ์เป็นหลัก ต้องมีการรักษาโรคที่โรงพยาบาลต่อเนื่อง  
4. สีเทา หมายถึง กลุ่มที่มีปัญหาความก้าวร้าวรุนแรง เสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองและผู้อื่นด้วย จัดอยู่ระดับที่รุนแรงที่สุด ต้องได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
 
แพทย์หญิงนพวรรณ กล่าวต่อไปว่า การจัดระบบการดูแลเด็กสมาธิสั้นแบบปิงปอง 7 สีนี้ จะทำให้ผู้ปกครอง ครู และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถจัดระบบดูแลเด็กในเบื้องต้นและต่อเนื่อง หากเด็กมีอาการรุนแรงเกินขีดความสามารถจะมีระบบส่งต่อไปยังโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลจิตเวชเฉพาะทางตามลำดับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองใช้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่ อ.บางพลี อ.บางบ่อ และอ.พระประแดง ในโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง โรงเรียนระดับประถมศึกษา 15 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลประมาณ 14 แห่ง จะสรุปผลใน 1 ปี และคาดว่าจะสามารถนำไปขยายผลใช้ในเขตสุขภาพในต้นปีหน้านี้
 
ทั้งนี้ ผลของการรักษาโรคสมาธิสั้นตามปกติ เด็ก 1 ใน 3 มีอาการดีขึ้น สามารถเรียนและทำงาน ควบคุมอารมณ์ พฤติกรรมตนเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา ใช้ชีวิตในสังคมได้ เหมือนคนทั่วไป อีก 1 ใน 3 อาการจะดีขึ้น อาจต้องใช้ยาช่วยควบคุมอารมณ์พฤติกรรมบ้าง และอีก 1 ใน 3 อาการคงที่หรือแย่ลง โดยเฉพาะรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเดือนตุลาคม 2560 ถึง เดือนมีนาคม 2561 พบว่า สถานพยาบาลอื่นได้ส่งต่อผู้ป่วยเด็กมาให้โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ตรวจรักษาจำนวน 1,769 คน โดย 3 อันดับโรคแรก คือ สมาธิสั้น ร้อยละ 71 รองลงมาคือ ออทิสติกร้อยละ 20 ที่เหลือเป็นเด็กมีปัญหาการเรียน  แพทย์หญิงนพวรรณ กล่าว.
 
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/803856