"บิ๊กตู่"ปัดใช้อำนาจก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม

07 ธ.ค. 2561        จำนวนผู้เข้าชม 25



"บิ๊กตู่"ประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ย้ำยกเป็นวาระแห่งชาติ แนะสร้าง"ต้านโกง"เป็นวัฒนธรรม ปัดใช้อำนาจก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม พ้อทำอะไรมีทั้งคนรัก-คนชัง แต่ดีกว่ามีคนรักกลับไม่แก้ปัญหาอะไร  
เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ปี 61 ภายใต้แนวคิด"Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต"โดยมีพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ต้อนรับ ผู้แทนสหประชาชาติ ทูตานุทูต ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 1 พันคน และนายกฯได้มอบรางวัลประเมินคุณภาพและความโปร่งใสในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐประจำปี 61 และรางวัลการแข่งขันกิจกรรมเดินวิ่ง"Good Guy Run 2018"รวมพลังส่งเสริมความดี 
 
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาการทุจริตเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติและของโลก จึงขอแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่มีคะแนนการประเมินระดับ 90 คะแนน ส่วนหน่วยงานที่มีคะแนนต่ำกว่า 80-90 ต้องพัฒนาต่อไป ตนต้องการรณรงค์ให้ประชาคมโลกตระหนักต่อภัยร้ายแรงของการคอร์รัปชั่น พร้อมประกาศเจตนารมย์ในการไม่ยอมรับและไม่ทนทานต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบในสังคม ซึ่งปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ส่งผลต่อภาพลักษณ์สังคมในภาพรวม ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การจัดซื้อจัดจ้าง การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย และสู้กันทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคนถูกลงโทษไปแล้ว ขณะเดียวกันสิ่งสำคัญทุกพื้นที่ทุกจังหวัดต้องคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ ทั้งนี้ยอมรับว่าเมื่อมีการใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น การทุจริตก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องระมัดระวังไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการรั่วไหล และทำให้ไม่เกิดงานอย่างที่ผ่านมา ตรงนี้ต้องขอฝากไว้ ซึ่งปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยต้องมีกฎหมายต่างๆออกมาควบคุมการทุจริต หลายคนต้องการให้ออกกฎหมายที่แรงขึ้น แต่ต้องมองถึงการปฏิบัติด้วยและไม่ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมานั้นคือความยากง่ายของการทำงาน เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ทำได้จริงไม่ให้ย้อนกลับมาที่เดิมและไปพันกับปัญหาอื่น ในกรณีที่มีความผิดชัดเจนต้องเอาไปดำเนินคดีให้ได้ทั้งหมดโดยเร็ว เราต้องทำกฎหมายให้ใช้งานได้จริง
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เราต้องมีกลไกขับเคลื่อนและตัวชี้วัดเพื่อประเมินหน่วยงาน และการใช้งบประมาณ โดยต้องมีผลสัมฤทธิ์ ซึ่งหากข้าราชการและทุกองค์กรเข้มแข็งเคารพกติกาทุกปัญหาจะแก้ได้หมดไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาทุจริตแต่ความขัดแย้ง ความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยความขัดแย้งจะแก้อะไรไม่ได้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญจะต้องใช้สติในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจะทำให้มีจุดจบได้อย่างไรโดยใช้ 4.0 ในการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่นำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษและตรวจสอบทางกฎหมาย ทั้งนี้การทำอะไรก็ตามยอมรับว่ามีคนสองฝ่าย คือคนที่ยอมรับกติกา และคนที่ไม่ยอมรับกติกา เราจึงต้องสร้างจิตสำนึกตั้งแต่ระดับเยาวชน พร้อมการเปิดเผยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และตนได้เน้นย้ำภาครัฐให้จัดทำโครงการต่างๆให้สอดคล้องกัน และสร้างธุรกิจหมุนเวียน ยืนยันรัฐบาลดูละเอียดทุกโครงการจึงขอให้มั่นใจในการทำงาน 
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ยอมรับว่าคนไม่ดียังมีอยู่แต่ถามว่า ที่ผ่านมามีการลงโทษมากขึ้นหรือไม่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ต้องสอนคนคิดแบบนี้บ้าง เราจะต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา โดยยึดกฎหมายทุกตัว ซึ่งตนไม่สามารถใช้อำนาจได้ในเรื่องเหล่านี้และไม่ก้าวล่วงเพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย และการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
 
"เราทุกคนเน้นย้ำต้องต่อต้านการทุจริตอย่างชัดเจนให้กลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยต่อไปในอนาคต เป็นวัฒนธรรมที่ยาวนาน เราจะต้องชิงชังต่อการทุจริตเพื่อสังคมไทยในอนาคต ที่ผ่านมา 4 ปี ดีขึ้นหรือไม่ ถ้าหาความดีที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีไม่เจอให้กลับไปดูสิ่งที่ดีที่สุดที่ลืมไปแล้วคือความสงบเรียบร้อย การสัญจรไปมาค้าขายได้ มีการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายปกติทั้งสิ้นไม่ใช่กฎหมายพิเศษเลย เว้นแต่คนที่ต่อต้านกฎหมายปกติ พวกเหล่านี้อาจจะดื้อด้านกับกฎหมายปกติ หากเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหาประเทศของเรา แล้วใครจะแก้ ถ้าผมแก้ไม่ได้ ใครจะแก้ได้ก็ไปหามา ผมก็ทำหน้าที่ของผมเท่าที่มีเวลาตรงนี้ เพราะมันเป็นอนาคตในวันข้างหน้าใครจะเข้ามาแก้ไขได้ก็เป็นเรื่องของเขากับประชาชน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราใช้เวลา 4 ปี ในการแก้ปัญหาไม่ใช่ทำตรงนั้นตรงนี้เพื่อให้คนรักรัฐบาล แน่นอนมันต้องมีทั้งคนรักและคนไม่ชอบ แต่ดีกว่ามีคนรักแต่ไม่แก้ปัญหาอะไรเลย แต่ถ้าคนชอบทั้งหมดมันก็แก้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นต้องอยู่กันด้วยเหตุผลด้วยความเป็นจริง อดีตจะเป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นวาระแห่งชาติที่สอดคล้องควมต้องการต่อความมุ่งมั่นในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใครเข้ามาบริหารราชาการไม่รู้กฎหมายเหล่านี้ก็ทำอะไรไม่ได้ และหากไม่ทำตามแผนแม่บทที่รัฐบาลวางไว้ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจง ซึ่งทุกประเทศมียุทธศาสตร์ชาติส่วนบ้านเรามีแต่จะล้มยุทธศาสตร์ชาติ วันนี้ตนพูดในนามรัฐบาลไม่ได้ทะเลาะกับใครไม่ใช่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองจึงสามารถพูดได้ทุกเรื่อง ต้องขอโทษประธานป.ป.ช.ด้วยวันนี้ตนอาจจะต้องพูดนอกเรื่อง วันหน้าการเมืองเข้ามาตนก็พูดอะไรไม่ได้ ก็ต้องนั่งเฉยๆ
 
นายกฯ กล่าวอีกว่า การขยายทีวีดิจิตอลขยายไปแค่ไหนคนดูก็เท่าเดิม สปอนเซอร์ก็เท่าเดิม แต่เอามาหารจำนวนช่องแล้วมันจะอยู่ได้หรือไม่เห็นเขามีก็อยากมีบ้างมันก็เกิดปัญหาเรียกว่าเป็นการลงทุนโดยไม่นึกถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 ไม่ใช่เห็นเขาดีเขารวยก็ลงทุนกู้ พอเขารวยแล้วเขาก็เลิก ลงทุนมากๆ มันก็เจ๊งล้มหมด 
 
จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้นำกล่าวปฏิญาณตนว่า ข้าพเจ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอประกาศเจตนารมณ์ว่าจะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริตจะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนจะปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยจิตอาสาน้อมนำความดีด้วยหัวใจ ก่อนจะเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน และพบปะกับนักเรียนโรงเรียนต่างๆที่เข้าร่วมโครงการศูนย์ครอบครัวพอเพียง โดยเด็กนักเรียนต่างตะโกนบอกนายกฯว่า ลุงตู่อย่าลืมครอบครัวพอเพียงนะคะ ด้านนายกกล่าวกลับไปว่า " งั้นอย่าทิ้งลุงตู่นะคะ" จากนั้นนายกฯได้ร่วมถ่ายรูปกับเด็กๆอย่างเป็นกันเอง. 
 
ที่มา: เดลินิวส์
https://www.dailynews.co.th/politics/681247