top of page

“พลังงาน”ชี้อากาศร้อน ดันค่าไฟแพง แจงลดค่า FT ช่วยเหลือ 80%ของผู้ใช้ทั้งหมด

“พลังงาน” แจงค่าไฟแพงจากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มในช่วง อากาศร้อนจัด ยกตัวอย่างแอร์กินไฟเพิ่มขึ้น 15% ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น 6% ย้ำค่าไฟเดือน เม.ย.ไม่ได้ปรับเพิ่ม ยังใช้อัตราเดิมที่ 4.72 หน่วย แจงภาครัฐช่วยเหลือค่า FT ประชาชนมาต่อเนื่องประชาชน 80% ได้รับการช่วยเหลือ

ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าสถานการณ์ค่าไฟแพงในช่วงเดือนที่ผ่านมามีสาเหตุหลักจากอากาศร้อน และอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมากในปีนี้ ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น


โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 37.2 องศาเซลเซียส ไปเป็น 44.6 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิที่สูงมายังมาพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ที่ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ “Monster Asian heatwave” ซึ่งมีช่วงเวลาที่ความร้อนสูงสุดเพิ่มขึ้นไปถึง 50 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย


ทั้งนี้ อากาศร้อนมากขึ้นนั้นส่งผลต่อการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนมากทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้ามีการกินไฟมากขึ้นโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ที่ต้องทำงานมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นหากอุณหภูมิภายนอกเพิ่มขึ้น 6 องศาเซลเซียส จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้นกว่า 15%


“ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าในเดือน เม.ย.นั้นค่าไฟไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่เป็นอัตราเดิมที่ใช้ในการคิดคำนวณค่าไฟสำหรับครัวเรือนในเดือน ม.ค. - เม.ย.ที่ราคา 4.72 บาทต่อหน่วยไม่ได้ปรับขึ้น แต่ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าคูณด้วยจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ เมื่อมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจึงต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆก็คือยิ่งอากาศร้อนการใช้ไฟฟ้าก็จะมากขึ้นส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายมากขึ้น โดยผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถดูปริมาณใช้ไฟฟ้าย้อนหลังได้ 6 เดือนเพื่อมาวิเคราะห์ และทำความเข้าใจค่าไฟของที่บ้านได้”


ดร.พิสุทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่าในส่วนของค่าไฟที่แพงขึ้นยังมีสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ มาจากต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าที่มาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ถือเป็นต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60% ของค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่าย โดยปัจจุบันต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.74 บาทต่อหน่วย


โดยต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากสาเหตุหลักมาจากการที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงจากช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทานผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ทำให้เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศมาผลิตไฟฟ้าซึ่งราคา LNG มีราคาที่ผันผวน และปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่อ่อนค่าลงไปแตะ 38 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่มีการคำนวณอัตราค่าไฟในงวดปัจจุบัน


สำหรับมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาค่าไฟที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนมาตลอดในส่วนของผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย ได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) เกือบ 100% และในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 151– 300 หน่วย ได้รับส่วนลดค่า FT 75% โดยในส่วนนี้ได้มีการช่วยเหลือประชาชนมาต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 1 ปี ถือว่าเป็นการดูแลช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของประชาชนกว่า 80% ของประชาชนในประเทศ


“ปัญหาค่าไฟแพงมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งในเดือนที่ผ่านมายังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนราคาค่าไฟ แต่ส่วนใหญ่การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่มีการใช้เพื่อลดความร้อนของอุณหภูมิในช่วงกลางวัน ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประกอบกับบางส่วนประชาชนที่เคยได้รับส่วนลดค่าใช้ไฟฟ้าจากที่ใช้ไม่ได้เกิน 300 หน่วย ไม่ได้รับส่วนลดเนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าเกินจากเกณฑ์ที่จะได้รับส่วนลด เมื่อรวมกับเกณฑ์การคำนวณการใช้ไฟฟ้าแบบก้าวหน้าที่คิดราคาค่าไฟฟ้าจากผู้ที่ใช้ไฟมากแพงกว่าผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าก็ทำให้ค่าไฟปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งประชาชนสามารถช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าตามปลัก 4ป คือ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน ซึ่งเป็นหลักการง่ายๆที่ช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้าและช่วยให้ค่าไฟฟ้าของแต่ละบ้านลดลงได้” ดร.พิสุทธิ์ กล่าว


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ดู 34 ครั้ง0 ความคิดเห็น
bottom of page