top of page

ผลโพลล์ชี้ ประชาชนไม่เลือก พรรคการเมือง ไร้นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจประชาชน พบ นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันมีผลต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองมากที่สุด ชี้จะไม่เลือกพรรคที่ไม่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่ชัดเจน หรือ ซื้อเสียง


รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึง ผลการสำรวจ คิดเห็นของประชาชน ต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง และ นักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2566 จำนวน 2,255 ตัวอย่าง 82% เคยเลือกตั้งมาแล้ว และ 18% เป็นการเลือกตั้งครั้งแรก โดยพบว่า นโยบายพรรคการเมืองส่วนใหญ่ 32% อยากให้มีความเป็นรูปธรรม ว่าจะแก้ไข พัฒนาประเทศอย่างไร และ 31% ต้องเป็นนโยบายตรวจสอบได้ และ 24% ต้องเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณคุ้มค่า



โดยปัญหาสำคัญ 3อันดับแรกของประเทศที่ต้องการให้แก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน รองลงมาคือปัญหาการศึกษาและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ผลสำรวจยังพบว่า 67% ระบุว่า นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันมีผลมากต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง



ทั้งจากนโยบายของพรรค และตัวของนักการเมืองเอง ที่ต้องโปร่งใส่ ตรวจสอบได้ และหากนักการเมือง หรือ พรรคการเมือง ไม่มีนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันเลย ผลสำรวจถึง 83.6 % ระบุว่าจะไม่เลือก และหากมีการใช้เงินซื้อเสียง 86.2% ก็ระบุว่าจะไม่เลือกเช่นกัน



ทั้งนี้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลใหม่ แก้ไขปัญหาคือการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน รองลงมาคือ การดูแลสวัสดิการประชาชน ,การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ,ดูแลค่าครองชีพให้เหมาะสม ,ดูแลราคาพลังงานและหนี้ครัวเรือน



ปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง แซงหน้าปัญหาเศรษฐกิจ


รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจจะเห็นว่าการต่อต้านคอร์รัปชันและการแก้ไขปัญหาทางสังคม เป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดในการเลือกพรรคการเมือง ซึ่งแตกต่างจากการสำรวจที่ผ่านมาที่จะยกปัญหาด้านเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง


รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่มีผลกระทบรุนแรง และส่งผลระยะยาวมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณไปถึงพรรคการเมืองที่จะเข้าสู่สนามเรื่องตั้ง ในการออกนโยบายหรือแนวทางการหาเสียง ที่ควรจะต้องเน้นการสื่อสารที่ชัดเจน และ โปร่งใส โดยเมื่อก่อนอาจจะมีแนวคิดว่า เข้ามาเป็นรัฐบาล ทำงานได้ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน อาจจะยอมให้คอร์รัปชันได้ แต่ปัจจุบันประชาชนไม่ทนต่อปัญหาคอร์รัปชันแล้วไม่ว่ารัฐบาลจะทำงานได้ ทำงานดี หรือไม่ต่อก็ตาม


นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และประธานกรรมการมูลนิธิ "เพื่อคนไทย" กล่าวว่า นักการเมือง คือ ส่วนสำคัญในการเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะนักการเมืองที่จะเข้าไปสู่การเป็นรัฐบาล ที่ดูแลนโยบายสำคัญของประเทศ โดยการปัญหาคอร์รัปชันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังมีอยู่อย่างกว้างขวาง แต่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันมีแนวโน้มตื่นตัวมากขึ้น เนื่องจากประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่วม ในการแจ้งเหตุ ได้ง่ายมากขึ้น แม้จะยังไม่เพียงพอ แต่ก็มากขึ้นจากเดิม



นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และประธานกรรมการมูลนิธิ "เพื่อคนไทย"


ด้าน ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตอนนี้ มีเพียง 3 พรรคการเมือง ที่ออกนโยบายในการต่อต้านคอร์รัปชัน ออกมาแบบเป็นแพคเกจ ขณะที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่มีนโยบายแบบไม่ชัดเจน และไม่สามารถย้อนกลับมาตรวจสอบได้


ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)


อย่างไรก็ตามคดีการทุจริตส่วนใหญ่ มักเป็นคนมีอำนาจ ทางสังคมและการเงิน ทำให้การดำเนินคดีล่าช้า และรอลงอาญา และมักได้รับโทษไม่สมกับความผิด สิ่งที่จะป้องกันและแก้ไขได้คือต้องให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและตรวจสอบ เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรม



ที่มา : เนชั่นออนไลน์

ดู 12 ครั้ง0 ความคิดเห็น
bottom of page