top of page

สินค้าจีนทะลัก ขายผ่าน TikTok ไทยขาดดุลจีนพุ่ง 1.3 ล้านล้านบาท

ทุนจีนบุกไทย 3 ปี ยอดลงทุนกว่า 30,000 ล้าน ส่งผลสินค้าจีนทะลักเข้าตลาด ทำไทยขาดดุลการค้าพุ่ง 1.3 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค-SMEs ระส่ำแข่งขันยาก เหตุต้นทุนสู้ไม่ได้ ทำแม่ค้าเสื้อผ้า TikTok หันซื้อจีนแทนโรงงานการ์เมนต์ไทย วอนรัฐวางกติกาช่วยให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรม พร้อมให้จับตาธุรกิจจีนรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท มีการจดทะเบียนเสียภาษีหรือไม่


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายงานคนต่างด้าวที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเฉพาะ นักลงทุนจีน ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตั้งแต่ปี 2564-2566 รวมทั้งสิ้น 71 ราย มูลค่าการลงทุน 38,444 ล้านบาท แบ่งเป็น ปี 2564 เข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก-ส่ง 3 ราย มูลค่า 1,362 ล้านบาท, เป็นคู่สัญญาภาครัฐ ภาคเอกชน 7 ราย มูลค่า 153 ล้านบาท, บริการให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม 2 ราย มูลค่า 41 ล้านบาท และบริการให้แก่ลูกค้าทั่วไป เช่น บริการรับจ้างผลิต บริการให้เช่าที่ดิน อาคาร โรงงาน บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการอื่น ๆ จำนวน 18 ราย มูลค่า 2,593 ล้านบาท



พอมาถึงปี 2565 มีคนจีนเข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก-ส่ง 7 ราย มูลค่า 388 ล้านบาท, บริการให้แก่ลูกค้าทั่วไป 24 ราย มูลค่า 22,918 ล้านบาท และล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/2566 (มกราคม-มีนาคม) เข้ามาลงทุนในธุรกิจค้าปลีก-ส่ง 1 ราย มูลค่า 10 ล้านบาท, คู่สัญญาภาครัฐ ภาคเอกชน 1 ราย มูลค่า 50 ล้านบาท และบริการให้แก่ลูกค้าทั่วไป 8 ราย มูลค่า 10,927 ล้านบาท


SMEs แข่งทุนจีนไม่ได้


แม้การเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนชาวจีนจะก่อให้เกิดการพัฒนาและสร้างงานในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบส่วนหนึ่งเข้ามาในประเทศไทยด้วย ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างความกังวลให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม SMEs ในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยกับสินค้าจีน


นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับ “ทุนจีน” ที่เข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทย โดยผลกระทบที่เกิดกับ SMEs และเศรษฐกิจไทยก็คือ ภาคการส่งออกพบดุลการค้าไทย-จีน ปี 2564 ติดลบเกือบ 1 ล้านล้านบาท และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2557 ดุลการค้าติดลบเฉลี่ยกว่า 600,000 ล้านบาท


ขณะที่ภาคค้าส่ง-ค้าปลีกโดยเฉพาะห้างขนาดใหญ่ครบวงจร จากต่างประเทศมีต้นทุนต่ำและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะที่ภาคการบริการและท่องเที่ยวปรากฏต้องเจอกับ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศการท่องเที่ยวและภาคบริการไทย และภาคเกษตรและธุรกิจเกษตร เกิดปัญหา “ล้งจีน” ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศทางการเกษตร


ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรจะทำก็คือ


1) ตลาดและนวัตกรรมนำการผลิต การส่งเสริมของภาครัฐที่มีระบบส่งต่อเชิงรุกเร่งด่วนกับผู้ประกอบการไทยทุกขนาด ให้มีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งภายในและต่างประเทศ ให้โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลการค้า การลงทุน การขยายตลาดในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และการเชื่อมโยงจับคู่ธุรกิจที่เป็นศักยภาพของไทย อาทิ ธุรกิจ BCG อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ให้รุกตลาดในประเทศเป้าหมายที่มีช่องว่างทางการตลาดที่สำคัญอย่างมีระบบ และทำให้กฎระเบียบ กฎหมายข้อกำหนดทางการค้า การลงทุนที่ผู้ประกอบการเข้าถึงและเข้าใจง่าย


2) สร้างความต่อเนื่องในการบ่มเพาะ ส่งเสริม สนับสนุน แต้มต่อสิทธิประโยชน์ทั้งด้านนวัตกรรม ความเป็นผู้ประกอบการสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนธุรกิจ แหล่งทุนต้นทุนต่ำ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการ SMEs เศรษฐกิจฐานรากให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย



3) ภาครัฐควรกำหนดกรอบกฎ ระเบียบ กฎหมายกับธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SMEs เพื่อวางกรอบแนวปฏิบัติที่จะลดผลกระทบจากการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากต่างประเทศ รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการค้า-การลงทุนที่คำนึงถึงผู้ประกอบการไทยภายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งสิทธิประโยชน์ของการค้า การลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ ต้องประเมินความคุ้มค่า ผลกระทบรอบด้าน และมีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง


ค้าปลีกไทย-จีนแข่งขันเท่าเทียม


ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจค้าปลีก อย่างล่าสุดในกรณีของ “ซามาเนีย พลาซ่า” โครงการค้าปลีกค้าส่งครบวงจรและใหญ่สุดในประเทศไทยนั้น เราก็ต้องยอมรับว่า นักลงทุนต่างชาติมีความพร้อมทั้งด้านเงินลงทุน สิทธิพิเศษที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย “ซึ่งสามารถทำได้ และประเทศไทยก็พร้อมที่จะส่งเสริม ไม่ได้ปิดกั้น”


แต่สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐติดตามดูแลก็คือ การเข้ามาลงทุนโดยมีการตรวจสอบถึงผลกระทบต่อศักยภาพและการแข่งขันในธุรกิจของคนไทยด้วย


ปัจจุบันพบว่า ธุรกิจค้าปลีกของไทยที่มีศักยภาพและเป็นของคนไทยนั้นมีอยู่ประมาณ 10 ราย ซึ่งทำธุรกิจแบบครบวงจร ผลิต ส่งออก ค้าในรูปแบบออฟไลน์-ออนไลน์ ในขณะที่กลุ่มนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนฝรั่งเศส-อังกฤษ-ออสเตรเลีย ที่เข้าลงทุนในประเทศไทยได้กลับประเทศไปแล้ว โดยขายหุ้นให้กับนักธุรกิจไทย แต่ผู้ประกอบการไทยก็ยังพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจและยังมีศักยภาพในการแข่งขัน


“ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มค้าปลีกรายเล็ก รายย่อย การแข่งขันด้อยกว่าอยู่แล้ว การที่ยังคงทำธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากโครงการของรัฐ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไว้ซื้อสินค้า ทำให้สามารถประกอบกิจการไปได้ แต่สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าโครงการตอนนี้ลำบากมาก” นายสมชายกล่าว


โดยสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดูแลและติดตามก็คือ การมีมาตรการเข้ามาควบคุมสำหรับนักลงทุนต่างชาติ กลุ่มธุรกิจไหนที่เหมาะสม หากเข้ามามีมาตรการดูแลไหม เพราะต้องยอมรับว่าเรามีมาตรการดูแลธุรกิจคนไทย แต่ไม่สามารถควบคุมธุรกิจต่างชาติได้ ส่งผลให้ไทยแข่งขันลำบาก มาตรการที่ควรจะนำมาใช้ เช่น มาตรการทางด้านภาษี พร้อมทั้งการเข้ามาส่งเสริมธุรกิจรายเล็กด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้สามารถอยู่รอดกับสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน


เสื้อผ้าจีนขายใน TikTok

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า การเข้ามาของทุนจีนมองได้เป็น 2 ด้าน ทั้งด้านบวกและลบ ธุรกิจจีนที่เข้ามาทำให้มีการนำเข้าสินค้าจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมากขึ้น ในมุมของผู้ซื้อทั้งผู้บริโภครวมถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยก็ได้ซื้อสินค้าที่มีราคาถูกกว่า และมีการเปลี่ยนซีซั่นแฟชั่นที่ค่อนข้างเร็ว ได้สินค้าใหม่ ๆ วาไรตี้มากขึ้น จะเห็นว่าตอนนี้แม่ค้าที่ขายสินค้าผ่านออนไลน์ ผ่าน TikTok ส่วนใหญ่ก็ซื้อสินค้าจีนเข้ามาขาย เพราะได้สินค้าที่มีราคาถูกและมีความหลากหลาย ช่วยให้เพิ่มการแข่งขันในทางธุรกิจมากขึ้น


แต่อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นภาพลบก็คือ ด้วยราคาสินค้าจีนที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่า สามารถผลิตได้จำนวนมาก ทำให้สินค้าไทยแข่งขันราคาไม่ได้ ในส่วนนี้อาจทำให้ผู้ประกอบการบางรายขายสินค้าได้น้อยลง อีกทั้งกลุ่มแฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า หลากหลายกว่า แน่นอนว่าผู้บริโภคก็จะไปเลือกซื้อสินค้าจีนแทน


จับตาร้านค้าย่อยจีนในห้าง

สำหรับแนวทางในการดูแลธุรกิจนั้น รัฐบาลคงไม่สามารถไปบังคับทุนจีนได้ เพราะเป็นระบบการค้าเสรี แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องไปดูอย่างจริงจังก็คือ การเข้ามาของทุนจีนเหล่านั้น “ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่” มีการเสียภาษีตามข้อกำหนดหรือไม่ หรือสินค้าที่เข้ามา เช่น สินค้ามือสอง มีการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยด้านสุขอนามัยหรือไม่


และอีกด้านก็คือ ร้านค้าย่อยที่เข้ามาเปิดในห้างหรือศูนย์กระจายสินค้าเป็นร้านค้าที่มีการขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดไว้ว่า ร้านค้าที่ค้าขายสินค้าโดยมียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียน ไม่เช่นนั้นเท่ากับขายของแล้วไม่เสียภาษี แต่ร้านค้าคนไทยขายต้องเสียภาษี อย่างนี้เป็นต้น ประเทศไทยมีกฎหมาย สรรพากรที่กำกับดูแลตรงนี้ต้องเพิ่มมาตรการดูแล ไม่อย่างนั้นก็ไม่แฟร์ในการแข่งขัน รวมถึงคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจ มาจากจีนพูดไทยไม่ได้เลย เขามาอย่างถูกต้องหรือไม่


แนะเก็บภาษี Transaction

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความกังวลของภาคธุรกิจที่ว่า เมื่อทุนจีนขยายสาขาเข้ามาลงทุนค้าปลีกมากขึ้น จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันไม่ได้นั้น ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรม e-Commerce ในไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้รับความนิยมเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ที่สำคัญ ไทยมีผู้ให้บริการนำสินค้าจากจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนคาดว่าสินค้าจากจีนในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยน่าจะมีสัดส่วนมากกว่า 50% เพราะการขนส่งจากจีนเข้ามายังไทยค่อนข้างสะดวกและหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะทางรถ ทางราง ทางน้ำ ทำให้การส่งสินค้าจากจีนเข้ามาไทยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน สินค้าบางอย่างใช้เวลาเพียง 2-5 วันก็ได้รับสินค้า รวมไปถึงกระแสของการทำการตลาดผ่านช่องทาง social media ต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว


นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความหลากหลายของสินค้าและราคาที่ถูกกว่าก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนเป็นที่นิยมในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการหาซื้อง่ายผ่าน e-Marketplace ต่าง ๆ ทั้งที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย มีการเสียภาษี และผ่านขั้นตอนชัดเจน แต่ก็มีบางส่วนที่ยังกระทำผิดกฎหมาย มีการนำเข้ามาค้าขายในระบบออนไลน์


โดยไม่ได้ขออนุญาตตามมาตรฐานของไทย ไม่มี อย. หรือแม้แต่กรณีของสินค้าหลายประเภทที่มีการลักลอบนำเข้าและสวมสิทธิว่า ได้รับมาตรฐาน มอก.ตามที่กฎหมายบังคับ ซึ่งส่วนนี้ผู้บริโภคเองจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้มงวดและเพิ่มเจ้าหน้าที่ดูแลให้มากขึ้น


และยังมีกรณีที่สินค้ามีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่ต้องเคลมภาษี ไม่ต้องแสดงว่าเป็นอะไร ทุกวันนี้มีสินค้าเป็นแพ็กเล็ก ๆ ลักษณะเดียวกันนี้บรรจุมาเต็มตู้คอนเทนเนอร์ส่งมาไทย กลายเป็น “ช่องโหว่” ที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยหอการค้าเสนอให้มีการเก็บภาษีในลักษณะ transaction based แทนที่ value based เพื่อไม่ให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันมากจนเกินไป


“หอการค้าให้ความสำคัญกับประเด็นความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ต้องใช้กลไกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน มองปัญหาและร่วมกันแก้ไขไปในทิศทางเดียวกัน รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังและเข้มงวดกับสินค้าต่าง ๆ ที่จะเข้ามาขายในประเทศจะต้องผ่านขั้นตอนและมีมาตรฐานตามที่กำหนด


“โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสินค้าจากต่างประเทศและสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันกันได้ และในระยะยาวรัฐบาลก็จำเป็นต้องผลักดันให้ผู้ผลิตของไทยสามารถนำสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศได้โดยตรงเช่นกัน


“ส่วนผู้ประกอบการไทยคงต้องเร่งปรับตัวและนำเสนอสินค้าที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะด้านราคา และหันไปขายสินค้าที่มีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นและต้องเน้นพัฒนาคุณภาพที่ถือเป็นจุดแข็งของสินค้าไทย


“ส่วนปลายทางอย่างผู้บริโภคหรือประชาชนเองก็ต้องหันมาใส่ใจกับการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าราคาที่ถูก เพราะหลายตัวอย่างก็เห็นได้ชัดว่า ราคาที่ถูกก็มีความเสียงสูงที่จะได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงปกจากหลายกรณีที่เกิดขึ้นมาแล้ว” นายสนั่นกล่าว


มีรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ถึงตัวเลขการค้าไทย-จีน ปี 2564 ปรากฏ ไทยส่งออก 1,173,761.62 ล้านบาท นำเข้า 2,127,955.63 ล้านบาท หรือขาดดุลการค้า 954,194.01 ล้านบาท ปี 2565 ไทยส่งออก 1,190,478.91 ล้านบาท นำเข้า 2,495,630.95 ล้านบาท หรือขาดดุลการค้า 1,305,152.04 ล้านบาท และล่าสุดในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2566 ไทยส่งออก 155,830.86 ล้านบาท นำเข้า 384,226.99 ล้านบาท หรือขาดดุลการค้า 228,396.13 ล้านบาท


สำหรับสินค้าที่ประเทศไทยนำเข้าจากจีนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน, เคมีภัณฑ์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เหล็ก/เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์, สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์โลหะ, รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และแผงวงจรไฟฟ้า


ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ดู 171 ครั้ง0 ความคิดเห็น
bottom of page