สรุปประเด็นแถลงข่าว กกร. ประจำเดือนมิถุนายน 2563

10 มิ.ย. 2563        จำนวนผู้เข้าชม 604



เศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2563 ล้วนหดตัวในทุกเครื่องชี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การผลิต การบริโภคและการลงทุน มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวเท่านั้น โดยเหตุผลหลักมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในช่วงของการล็อกดาวน์ทั้งในประเทศและหลายประเทศของโลกซึ่งเผชิญการระบาดที่รุนแรงของไวรัสโควิด-19
 
แม้สถานการณ์โควิด-19 ในไทยจะดีขึ้นจนภาครัฐคลายล็อกให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม (เฟส 1-3) รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบหลายด้าน ซึ่งทำให้เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว  อย่างไรก็ตาม ด้วยกำลังซื้อครัวเรือนที่อ่อนแอ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะถดถอย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ปะทุขึ้นอีกรอบ จึงทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติหรือก่อนโควิด-19 และคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ดังนั้น สถานการณ์การว่างงานในประเทศจึงยังอยู่ในภาวะที่น่ากังวล ซึ่งที่ประชุม กกร. เห็นว่า ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมโดยเร็ว โดยเน้นโครงการที่เพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูธุรกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างงานอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ
 
สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2563 นั้น กกร. ยังคงประมาณการต่างๆ ไว้ตามเดิม โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวในกรอบ -5.0% ถึง -3.0% และการส่งออกอาจหดตัว -10.0% ถึง -5.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง 0.0%
 
ทั้งนี้ กกร. มองว่า การเร่งผลักดันการใช้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ภายใต้พระราชกำหนด 5 แสนล้านบาท ให้มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว จะมีส่วนสนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถประคองกิจการต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ จึงเห็นว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันหารือและบริหารจัดการให้เงื่อนไขต่างๆ ของการปล่อยสินเชื่อในทางปฏิบัติมีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เช่น อาจให้ บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติม หลังสิ้นสุดโครงการ 2 ปี ตาม พ.ร.ก.  (โครงการ PGS-9)
 
นอกจากนี้ ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย สร้างความท้าทายต่อทิศทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจในช่วงข้างหน้า การกลับมาพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยภายในประเทศจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งผลักดัน กกร. จึงเสนอให้มีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีเวทีสำหรับการหารือนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง อาทิ การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19, การขับเคลื่อนโมเดล BCG เป็นต้น
 
สำหรับปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดย กกร.มีความเป็นห่วง และขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้ง เร่งดำเนินโครงการเพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากปัจจุบันยังมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ
 
กกร. มีข้อสรุปในเรื่องข้อตกลง CPTPP โดยเห็นควรสนับสนุนให้ประเทศไทย เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลง CPTPP ในเดือนสิงหาคม 2563 เนื่องจากการเข้าร่วมเจรจาทำให้เห็นถึงผลดีหรือผลเสียต่อการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีตามข้อตกลง CPTPP ซึ่งกระบวนการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีนั้น มีขั้นตอนเป็นลำดับขั้น ซึ่งประกอบด้วย การขอเข้าร่วมเจรจา การเข้าร่วมเจรจากับประเทศภาคี หลังจากเจรจาเสร็จแล้ว ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งขณะเดียวกันต้องมีการรับฟังประชาพิจารณ์ผลการเจรจาด้วย และสุดท้ายต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งต้องใช้เวลาในทุกกระบวนการอย่างน้อย 4 ปี และประเทศไทยสามารถยุติการเจรจาในทุกขั้นตอนได้หากเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ กกร. เห็นว่าการเข้าร่วมเจรจาจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยทราบถึงข้อตกลง และเป็นประโยชน์สำหรับการปรับตัวของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม ASEAN


  ภาพประกอบ