น้ำมันโลกยังตึง! จับตาราคา 19 เม.ย. 69 เขย่าเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
ตลาดน้ำมันดิบโลก ณ วันที่ 19 เมษายน 2569 ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยสำคัญ ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มอุปสงค์พลังงาน และนโยบายการผลิตของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะตลาดที่ยังเปราะบาง และมีโอกาสผันผวนได้ตลอดเวลา
ณ สิ้นสุดการซื้อขาย ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 88.50–89.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ราว 83.80–84.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในกรอบแคบดังกล่าวสะท้อนการรอประเมินสถานการณ์ของตลาด
แรงกดดันหลักมาจากรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับคาดการณ์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของอุปสงค์ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทิศทางราคาน้ำมันในช่วงนี้ถูกกำหนดโดยหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
ประการแรก คือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง
ประการที่สอง นโยบายของกลุ่ม OPEC+ ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อสมดุลตลาด การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับการผลิตจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มราคาในระยะถัดไป
ประการที่สาม ภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการฟื้นตัวของประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์พลังงาน
สุดท้าย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมักเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาน้ำมัน โดยการแข็งค่าของดอลลาร์อาจกดดันความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลก
ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ
ต้นทุนการผลิตและการขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าและบริการ และส่งผลต่อระดับเงินเฟ้อ
ในระดับครัวเรือน ค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าเดินทางและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงยังอาจส่งผลต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ จากมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าราคาน้ำมันในระยะสั้นยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ในระยะยาว โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย การปรับตัวของภาคธุรกิจมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้พลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์
ในด้านนโยบาย ภาครัฐยังคงมีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น เช่น การดูแลราคาพลังงานและมาตรการภาษี อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในวันที่ 19 เมษายน 2569 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลกอย่างชัดเจน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งวางแผนรับมือทั้งในระดับนโยบายและภาคธุรกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
