เงินบาทอ่อนทะลุ 32 บาทรอบ 3 เดือน จับตาฮอร์มุซเสี่ยงปิด ดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ กดดันตลาดเงินโลก

ข่าวสารธุรกิจ

เงินบาทอ่อนทะลุ 32 บาทรอบ 3 เดือน จับตาฮอร์มุซเสี่ยงปิด ดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ กดดันตลาดเงินโลก

เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 32 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนสุดรอบกว่า 3 เดือน หลังดอลลาร์แข็งและราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง จับตาความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

13 มีนาคม 2569

บาทอ่อนทะลุ 32 บาทรอบ 3 เดือน จับตาฮอร์มุซเสี่ยงปิด ดันน้ำมันพุ่งกดดันตลาดเงินโลก

ค่าเงินบาทอ่อนค่าหลุดระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 3 เดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาอยู่ในภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off)

ช่วงเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 08.45 น. ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.10–32.12 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากก่อนหน้านี้อ่อนค่าลงไปแตะระดับ 32.21 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 31.84 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ระบุว่า ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลงตามทิศทางเดียวกัน เนื่องจากนักลงทุนหันไปถือเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจลุกลามและส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตา คือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจเดินหน้าปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นเกือบ 20% ของการค้าพลังงานทั่วโลก หากเกิดการปิดเส้นทางดังกล่าวจริง อาจส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในหลายประเทศ

ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาดยังเป็นอีกปัจจัยที่หนุนค่าเงินดอลลาร์ โดยตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐลดลงเหลือ 213,000 ราย สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ตลาดการเงินล่าสุดประเมินว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เพียงหนึ่งครั้งในปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ประมาณ 75% ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 4.27% ซึ่งยิ่งหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกจึงเผชิญแรงกดดัน โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลง 1.52% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลง 1.78% ส่วนตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ลดลง 0.61% จากความกังวลต่อเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินที่อาจยังคงเข้มงวด

ในฝั่งตลาดเงิน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 100 จุด โดยนักวิเคราะห์มองว่าหากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 99.5 จุดได้อย่างชัดเจน อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 101 จุดในระยะถัดไป

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้น นักวิเคราะห์มองว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าที่ทะลุระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ อาจเปิดโอกาสให้เงินบาทอ่อนค่าต่อไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 32.20–32.30 บาทต่อดอลลาร์ และหากแรงกดดันยังคงต่อเนื่องอาจเห็นระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ได้

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวแบบสองทิศทาง เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ข่าวหรือเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคสามารถส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Options รวมถึงการวิเคราะห์แบบ Scenario Analysis เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 31.90–32.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางราคาน้ำมันโลก กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น ดัชนีราคา PCE ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค