จีนลดนำเข้า-อัดงบ Agri-Tech เขย่าตลาดโลก ไทยเร่งกระจายความเสี่ยง
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
13 กุมภาพันธ์ 2569
“พาณิชย์” เผยทิศทางการค้าใหม่ของจีนที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (2564–2568) มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเร่งลงทุนเทคโนโลยีการเกษตรขั้นสูง สะท้อนการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้นำเข้า” ไปสู่ “ผู้ผลิตไฮเทค” ซึ่งส่งแรงกดดันโดยตรงต่อภาคส่งออกของไทย
วันนี้ (12 ก.พ. 2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า จีนในฐานะตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับหนึ่งของไทย กำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์พึ่งพาตนเองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะธัญพืชหลัก เช่น ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด ตั้งเป้าผลผลิตไม่ต่ำกว่า 650 ล้านตันต่อปี และในปี 2567 จีนสามารถผลิตได้ถึง 700 ล้านตัน
มิติที่หนึ่ง: ความมั่นคงทางอาหาร
จีนเร่งเพิ่มผลผลิตในประเทศ ลดการนำเข้าสินค้าเกษตร พร้อมวางเป้าหมายพึ่งพาตนเองเป็นหลัก
มิติที่สอง: เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร (Agri-Tech)
จีนพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูงกว่า 417 ล้านไร่ เร่งวิจัยสายพันธุ์พืชและสัตว์ ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนาในประเทศมีสัดส่วนมากกว่า 95% ของพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงสายพันธุ์ไก่เนื้อ โค และกุ้งขาว
มิติที่สาม: บูรณาการพัฒนาชนบท
ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างชนบทเข้มแข็ง มั่งคั่ง สวยงาม ทันสมัย” จีนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขยายเครือข่าย 5G สู่ชนบท ผลักดัน One Village One Product ใช้ e-Commerce เชื่อมเกษตรกรกับเมือง และพัฒนา “National Rural Big Data Platform” ติดตามรายได้และคุณภาพชีวิต
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนการยกระดับห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดจีนเปลี่ยนจากปริมาณสู่คุณภาพและนวัตกรรม
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนคิดเป็นสัดส่วน 38.42% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด แม้จีนจะกลับมาขยายตัว 4.49% แต่ตลาดสหรัฐฯ กลับชะลอตัว -5.77% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรไทยหดตัว -4.33%
ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่า การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปมีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 แม้ตลาดจีนหดตัวแรง -10.67% แต่ภาพรวมส่งออกเกษตรไทยยังขยายตัว 7.64% จากแรงหนุนตลาดรอง เช่น สหรัฐฯ (+26.09%) และอินโดนีเซีย (+23.46%) สะท้อนศักยภาพของตลาดใหม่ที่สามารถชดเชยความผันผวนได้
ตลาดที่มีศักยภาพเพิ่มเติม ได้แก่
มาเลเซีย (สัดส่วน 4.54%) โต 3.43%
สหราชอาณาจักร (3.71%) โต 9.97%
เวียดนาม (2.57%) โต 50.86%
เนเธอร์แลนด์ (2.39%) โต 24.56%
แคนาดา (1.19%) โต 16.20%
สนค. แนะผู้ประกอบการไทยปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องเทรนด์ตลาดจีน เช่น
นโยบาย “Healthy China 2030” พัฒนาอาหารสุขภาพและอาหารฟังก์ชันผสมสมุนไพรไทย
แนวคิด “Green China” สร้างแบรนด์สินค้ายั่งยืน
รุกแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Tmall, JD.com และ Douyin
ผลักดันมาตรฐานฉลากคาร์บอนและมาตรฐานความยั่งยืนที่จีนยอมรับ
นอกจากนี้ ยังเสนอความร่วมมือร่วมทุนกับบริษัท Agri-Tech ของจีน เพื่อพัฒนาสินค้านวัตกรรมให้ตรงกับความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่
หลายประเทศมีโมเดลที่ไทยสามารถปรับใช้ เช่น
สิงคโปร์ นโยบาย “30 by 30” ใช้ Urban Farming และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพิ่มผลผลิต 10–15 เท่า
สหภาพยุโรป ยุทธศาสตร์ Farm to Fork ส่งเสริมอาหารออร์แกนิก ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ออสเตรเลีย นโยบาย “Australia remain a global food bowl” มุ่งผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สัญญาณจากจีนชัดเจนว่า การแข่งขันยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ แต่คือคุณภาพ มาตรฐาน และเทคโนโลยี หากไทยยังยึดติดกับการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ การกระจายความเสี่ยงและเร่งเจาะตลาดใหม่ ควบคู่กับการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.
ที่มาข้อมูล สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์
