ส.อ.ท.สะท้อนวิกฤตหลักนิติธรรม คอร์รัปชัน–กฎหมายล้าหลังเป็นอุปสรรคอนาคตไทย
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับหลักนิติธรรมและปฏิรูปโครงสร้างประเทศอย่างเป็นระบบ ว่า ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้า หรือการปรับเปลี่ยนเพียงบางส่วน
นายเกรียงไกรระบุว่า การคอร์รัปชันเชิงระบบ ความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย และกฎหมายรวมถึงกฎระเบียบที่ล้าสมัย กำลังเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพของประเทศอย่างรุนแรง ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเกิดภาวะ “ถดถอย” จนน่ากังวล ทั้งในมิติของความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และโอกาสในการพัฒนาของคนไทยในระยะยาว
“วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ต้องเริ่มแก้จากรากฐาน หากเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด ประเทศก็จะเดินผิดทางต่อไปเรื่อย ๆ” นายเกรียงไกรกล่าว
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จึงร่วมกันจัดเวทีดังกล่าว เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกจากตัวแทนพรรคการเมืองหลัก เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านหลักนิติธรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ภายในเวที มีผู้แทนจาก 3 พรรคการเมืองเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้แก่
นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย
ดร.พรชัย มาระเนตร์ พรรคประชาธิปัตย์
นางเพียงพนอ บุญกล่ำ พรรคประชาชน
โดยทั้งหมดได้นำเสนอแนวคิดและคำมั่นสัญญาต่อสาธารณะว่า หากได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศ จะมีแนวทางใดในการปฏิรูปกฎหมายและระบบรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
นายเกรียงไกรชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า หนึ่งแสนฉบับ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ส่งผลให้เกิดต้นทุนแฝงในการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจ กฎหมายจำนวนมากกลับกลายเป็นเครื่องมือที่บั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสุจริต ขณะเดียวกันกลับเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ไม่โปร่งใสและไม่ซื่อสัตย์
“สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศชะงักงัน เสื่อมถอย และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ” นายเกรียงไกรกล่าว
พร้อมตั้งคำถามสำคัญต่อพรรคการเมืองว่า หากได้เข้าบริหารประเทศ ในช่วง 100 วันแรก จะมีมาตรการใดในการแก้ไขปัญหากฎหมายล้าสมัย ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงจะเลือกปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายใดเป็นลำดับแรก
ด้าน ดร.พรชัย มาระเนตร์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคมีแนวคิดผลักดัน กฎหมายแม่บท (Super Act) เพื่อปฏิรูประบบกฎหมายของประเทศทั้งระบบ โดยมุ่ง “Reinvent และ Rethink ประเทศไทย” อย่างเป็นรูปธรรม กฎหมายดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทบทวน ยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมผลักดันสู่ระบบ One Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อนและความล่าช้าในการทำงานของภาครัฐ
ขณะที่ นางเพียงพนอ บุญกล่ำ จากพรรคประชาชน กล่าวว่า การปฏิรูปภาครัฐจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับบทบาทของรัฐ โดยรัฐควรทำหน้าที่หลัก 3 ประการ ได้แก่
เป็นพันธมิตรกับภาคส่วนต่าง ๆ
เป็นผู้เอื้ออำนวยและประสานความร่วมมือ
ทำหน้าที่เป็น “กีโยติน” ตัดทิ้งกฎหมายที่ล้าสมัย
พร้อมย้ำว่า จำเป็นต้องปรับระบบการทำงานของภาครัฐ ลดปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม ปลดล็อกอุปสรรค และส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการ แทนการทำงานแบบแยกส่วนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคมีแนวทางจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และนำมาตรฐานสากลมาใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบาย นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบเพื่อป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และสร้างกลไกคุ้มครองที่เข้มแข็ง เพื่อรับมือกับปัญหาทุนสีเทาและการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจ
ในช่วงท้าย นายเกรียงไกรกล่าวย้ำว่า เวทีนี้สะท้อนความจริงจังของทุกภาคส่วน เพราะอนาคตของประเทศไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน พรรคการเมือง และภาคสังคมทั้งหมด
“คอร์รัปชันคือมะเร็งร้ายของประเทศ หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ กกร. ได้ประกาศจุดยืนผ่านแคมเปญ “กกร. และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption” เพื่อแสดงความไม่ยอมรับต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น สร้างระบบที่โปร่งใส และผลักดันให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่ประชาชนทุกคนภาคภูมิใจอีกครั้ง
