น้ำมันโลกพุ่ง! ตะวันออกกลางเดือด กระทบตลาด แม้สหรัฐจ่อปล่อยสต๊อกช่วยพยุงอุปทาน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวในทิศทาง “ผันผวนแต่มีแรงหนุนขาขึ้น” จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แม้จะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายจากฝั่งอุปทานก็ตาม
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 มีนาคม 2569 ระบุว่า
น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) อยู่ที่ 96.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับลดลงเล็กน้อย
น้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) อยู่ที่ 108.65 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้น
สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจาก “ความเสี่ยงด้านความมั่นคง” ที่ยังคงมีน้ำหนักเหนือปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทานในระยะสั้น
ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาน้ำมันในรอบนี้ มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อิหร่านเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
เป้าหมายสำคัญคือโรงผลิต LNG ที่ Ras Laffan ประเทศกาตาร์ ซึ่งถือว่า “ใหญ่ที่สุดในโลก”
ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลให้ต้อง หยุดกระบวนการผลิตบางส่วน
เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลทันทีต่อ supply พลังงานโลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญของหลายประเทศ
นอกจากกาตาร์แล้ว ความตึงเครียดยังลุกลามไปยังคูเวต
โรงกลั่น Mina Abdulla และ Mina Al-Ahmadi
กำลังการผลิตรวมประมาณ 800,000 บาร์เรล/วัน
ถูกโจมตีด้วยโดรนจนเกิดเพลิงไหม้
แม้จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ตลาดยังคง “วิตก” ว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดซ้ำ และกระทบ supply ในระยะถัดไป
ท่ามกลางความกังวลด้าน supply ฝั่งสหรัฐเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายแรงกดดัน
มีแนวโน้ม ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านบางส่วน
โดยเฉพาะน้ำมันที่ “ลอยลำอยู่กลางทะเล” ราว 140 ล้านบาร์เรล
รวมถึงความเป็นไปได้ในการ:
ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) เพิ่มเติม
มาตรการเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือฉุกเฉิน” เพื่อสกัดไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งแรงเกินไป
อีกหนึ่งปัจจัยบวกต่ออุปทาน คือการกลับมาใช้งานของ:
ท่าเรือ Yanbu (ทะเลแดง)
ซึ่งเป็นเส้นทางสำรองสำคัญแทนช่องแคบฮอร์มุซ
การกลับมาส่งออกได้อีกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มความมั่นใจให้ตลาดในระดับหนึ่ง
ราคาน้ำมัน “ขึ้นจากความกลัว (geopolitical risk)”
แต่ “อุปทานจริงยังไม่ขาดแคลนขั้นวิกฤต”
ดังนั้นในระยะสั้น ราคาน้ำมันมีโอกาส:
แกว่งตัวสูง (Volatile)
เคลื่อนไหวตามข่าวความขัดแย้งแบบวันต่อวัน
```