รัฐบาลจับมือ กกร. ขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” ดัน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ข่าวสาร

รัฐบาลจับมือ กกร. ขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” ดัน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

วันที่ 21 กันยายน 2569 ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย — ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนางพิมพ์ใจ ลี้ อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการหารือแนวทางขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การหารือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งรวบรวมมุมมองและข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย หรือ “กองหน้า” ได้แก่

  1. เกษตรและการแปรรูปอาหาร

  2. ยานยนต์

  3. การค้าปลีกและการค้า

  4. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

  5. การแพทย์และเวลเนส

  6. การท่องเที่ยว

  7. เศรษฐกิจสร้างสรรค์

การขับเคลื่อน Reinvent Thailand ยังสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพ ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านการลงทุนของไทยต่อประชาคมโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดย กรอ. ตั้งเป้าขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ผ่านยุทธศาสตร์ Investment-led Growth พร้อมทั้งผลักดันสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ที่อย่างน้อย 30% ของ GDP และตั้งเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ก้าวขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก

“ภาคเอกชนถือเป็น ‘กองหน้า’ ของทีมเศรษฐกิจไทยที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุน สร้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ระหว่าง ‘กองหน้า’ ใน 7 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย และ ‘กองกลาง’ ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ขณะที่ภาครัฐพร้อมทำหน้าที่สนับสนุน ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน โดยทุกภาคส่วนต้องทำงานเป็นทีมเดียวกันเพื่อเร่งแปลงข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริงให้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังเน้นย้ำว่า “ผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องเชื่อมโยงการลงทุนและโอกาสจากตลาดโลกไปสู่ผู้ประกอบการในประเทศ สร้าง local champion ดึง SME ไทยเข้าสู่ supply chain ของเศรษฐกิจใหม่ สร้างการจ้างงานในประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและกระจายโอกาสแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการฟื้นตัวแบบ k-shape อีกด้วย การประชุมวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการนำแผนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริง”

ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะเชื่อมโยงคณะทำงาน Reinvent Thailand ทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นระบบ มีหน่วยงานเจ้าภาพ และสามารถติดตามความก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ในการหารือครั้งนี้ ดร.เอกนิติ พร้อมด้วยประธานคณะทำงานกองกลางทั้ง 4 ด้าน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรงกับคณะทำงานกองหน้า 7 กลุ่มธุรกิจจากภาคเอกชน เพื่อให้การกำหนดนโยบาย มาตรการ และโครงการลงทุนต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

แนวทางดำเนินงานจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • Stabilize Today แก้ไขปัญหาเร่งด่วน ลดต้นทุน และปลดล็อกอุปสรรคที่กระทบต่อภาคธุรกิจ

  • Transition Now สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และมาตรฐานใหม่

  • Invest for Tomorrow วางรากฐานการลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

ทั้งนี้ จะเร่งคัดเลือกข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทันที หรือ Quick Wins ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยกำหนดเป้าหมาย กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมติดตามและรายงานความก้าวหน้าเป็นระยะ

นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กกร. ต้องการให้ Reinvent Thailand เป็นกลไกที่เชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความคิดเห็น

“หัวใจสำคัญจากนี้ คือการนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ กำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบันพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยต้องทำงานประสานกันทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีพลังและมีเสถียรภาพ”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเดินหน้า Reinvent Thailand ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจในภูมิภาค สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้อย่างแท้จริง

“ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านเกษตรและอาหาร การค้า การท่องเที่ยว สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการลดต้นทุน ยกระดับผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน”

นางพิมพ์ใจ ลี้ อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยต้องสร้างการเติบโตจากทั้งอุตสาหกรรม High Tech และ High Touch โดยมีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ เร่งเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์ และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ไทยมีความได้เปรียบ

“การดึงดูดการลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับฐานการผลิตเดิมและผู้ประกอบการไทย พร้อมยกระดับ Local Content พัฒนาทักษะระดับสูง และมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด และมีต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมูลค่าสูง”

ในที่ประชุม ภาคเอกชนจาก 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand ได้ฉายภาพแนวทางขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งการลงทุนและยกระดับการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้าและบริการมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐานและสร้างแบรนด์ไทย ตลอดจนเชื่อมผู้ประกอบการไทยตั้งแต่เกษตรกร SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วน เข้ากับ OEM ผู้ค้าปลีก Technology Partners และผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อสร้างตลาดและยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบ Traceability และ Digital Infrastructure การทดลองโครงการนำร่องในสาขาที่มีศักยภาพ และการขยายตลาดต่างประเทศผ่าน Trade Mission, Business Matching เครือข่ายผู้จัดจำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมุ่งให้โครงการต่าง ๆ นำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจและการลงทุน

กกร. และรัฐบาลจะร่วมกันจัดลำดับความสำคัญของข้อเสนอจากทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจ โดยพิจารณาควบคู่กับความพร้อมของกองกลางทั้ง 4 ด้าน และมาตรการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง แยกเป็นมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงโครงสร้าง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลต่อการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างงาน และการยกระดับรายได้ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจาก “การหารือ” ไปสู่ “การลงมือทำ” โดยภาครัฐและภาคเอกชนจะทำงานร่วมกันในฐานะทีมเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงกองหน้า 7 กลุ่มธุรกิจ กองกลาง 4 ด้าน และกองหลังด้านเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง เพื่อสร้างการเติบโตที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น แข่งขันได้ และยั่งยืน