กกร. เตรียมหารือแบงก์ชาติ เพื่อพิจารณาผลกระทบเงินบาทแข็งต่อเศรษฐกิจ

ข่าวสารธุรกิจ

กกร. เตรียมหารือแบงก์ชาติ เพื่อพิจารณาผลกระทบเงินบาทแข็งต่อเศรษฐกิจ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมเข้าหารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างเร่งด่วนภายในเดือนนี้ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจไทย พร้อมชี้ 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินผันผวน

13 มกราคม 2569
 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมนัดหารือกับ ธปท. หรือแบงก์ชาติเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหาแนวทางรับมือกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 8% ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยในปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อาจต่ำกว่า 1.6% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังอยู่ในภาวะเกินดุลการค้า ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินบาทในปัจจุบันถือเป็นความผิดปกติ

นายเกรียงไกรระบุว่า หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาภาคการส่งออกในสัดส่วนราว 60% ของ GDP และภาคการท่องเที่ยวอีกราว 10% ของ GDP ซึ่งค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้ภาคธุรกิจไทยไม่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนและแข็งค่ามากผิดปกติ มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ปัจจัยแรก คือ การซื้อขายทองคำในปริมาณสูง โดยในปี 2566 มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2567 สูงกว่า 10 เท่า แตะระดับกว่า 1 แสนล้านบาท

ปัจจัยที่สอง คือ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท USDT ในระดับสูง โดยในหลายประเทศมีการกำหนดกรอบการซื้อขายไม่เกิน 10% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยมีการซื้อขายสูงถึงราว 50% ของ GDP

 

ทั้งนี้ กกร. มีแผนเข้าหารือกับ ธปท. เพื่อพิจารณามาตรการในการกำกับดูแลและควบคุมปัจจัยดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองประเด็นเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม