ตะวันออกกลางตึงเครียด นักวิเคราะห์เตือน 4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หากสงครามปะทุ
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
10 มีนาคม 2569
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความตึงเครียดจากเหตุการณ์ทางทหาร การโจมตีตอบโต้ของกลุ่มพันธมิตร และแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลายฝ่ายประเมินว่า หากสถานการณ์ยกระดับจนกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารขนาดใหญ่ ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังอาจสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านราคาพลังงาน ตลาดการเงิน และเงินเฟ้อ ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด ยากที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าว
ตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เกือบ 20% ของการค้าพลังงานโลก
หากความขัดแย้งกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์บางสำนักประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้น
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันโลกจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในประเทศเพิ่มขึ้นทันที
ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง ไปจนถึงต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
เมื่อภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น หลายบริษัทอาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าและบริการ ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน
ในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน นักลงทุนมักโยกเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือทองคำ
กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอาจทำให้ค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท มีแนวโน้มผันผวนหรืออ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและพลังงานของไทยเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
หากราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย อาจกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศพยายามควบคุมเงินเฟ้อด้วยนโยบายดอกเบี้ยที่เข้มงวด แต่หากเกิด “ช็อกด้านพลังงาน” จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความพยายามดังกล่าวอาจเผชิญความท้าทายมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน และทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง
ความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อหลายภาคธุรกิจของไทย เช่น ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ภาคการผลิต อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง รวมถึงธุรกิจสายการบินและการท่องเที่ยวที่มีต้นทุนน้ำมันเป็นต้นทุนหลัก
นอกจากนี้ ภาคส่งออกยังต้องเผชิญความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบางกลุ่ม เช่น กลุ่มพลังงานหรือสินค้าโภคภัณฑ์ อาจได้รับประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ประเทศไทยควรเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงด้านพลังงานและเงินเฟ้ออย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท รวมถึงการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
แม้ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยกระดับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหม่
สำหรับประเทศไทย การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรับมืออย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
