สุญญากาศการเมืองฉุดเศรษฐกิจ เอกชนประเมิน GDP เสียหาย 9 หมื่นล้าน
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
ภาคเอกชนไทยส่งสัญญาณเตือนแรง หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเกินกรอบเวลา 2–3 เดือน ไม่เพียงสร้างความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทยให้สะดุดอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจหดตัวราว 0.3–0.5% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 55,000–95,000 ล้านบาท
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธาน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่กังวลว่า “ประเทศจะนิ่งได้เร็วแค่ไหน”
“เศรษฐกิจไม่สามารถหยุดรอการเมืองได้ ทุกวันที่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ คือวันที่การตัดสินใจลงทุนถูกเลื่อนออกไป ความเสียหายไม่ได้จบแค่ตัวเลข GDP แต่ลามไปถึงความเชื่อมั่นระยะยาว”
เขายังเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนคนป่วย หากแพทย์ยังถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้รักษา อาการของคนไข้ก็มีแต่ทรุดลงเรื่อย ๆ
ฝั่งภาคการค้า หอการค้าไทย ประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้งออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก โดย นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ ระบุว่า กรณีดีที่สุดคือ การจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จภายใน 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลผสม เพราะสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดคือ “ความชัดเจนของทิศทางอย่างน้อย 4 ปี”
ฉากทัศน์ที่สอง คือรัฐบาลผสมที่ใช้เวลาเจรจา แต่สามารถตกลงกันได้รวดเร็ว มีทีมเศรษฐกิจและนโยบายที่ไม่ขัดแย้งกันรุนแรง ซึ่งตลาดยังพอรับได้
ส่วนฉากทัศน์ที่น่ากังวลที่สุด คือกรณีเสียงการเมืองสูสี การเจรจาลากยาวเกิน 60 วัน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบชัด ทั้งการชะลอการลงทุน งบประมาณล่าช้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักเป็นลูกโซ่
มุมมองจากนักวิชาการ รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เสถียรภาพทางการเมืองเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ว่ารัฐบาลจะมีแนวคิดดีเพียงใด หากไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในสภา การผลักดันนโยบายก็จะติดขัด และความไม่แน่นอนนี้จะสะท้อนผ่านตลาดทุนทันที
สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจทำลายความเชื่อมั่นได้รวดเร็วกว่าที่ตัวเลข GDP จะสะท้อน และใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่ามาก
จากประสบการณ์ภาคธุรกิจและข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า GDP ไทยปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 18.8 ล้านล้านบาท หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ 3 เดือน ความเสียหายระดับ 0.3–0.5% จะเกิดขึ้นได้จริง จากการลงทุนที่ชะลอและการใช้จ่ายภาครัฐที่หยุดชะงัก
ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองเร่ง “ปิดดีล” การจัดตั้งรัฐบาลภายใน 30 วัน พร้อมประกาศทิศทางเศรษฐกิจทันที ทั้งมาตรการกระตุ้นระยะสั้น การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการขับเคลื่อนการค้าในเวทีระหว่างประเทศ
“เราไม่ได้เลือกข้างการเมือง แต่เลือกความชัดเจนและเสถียรภาพ เพราะทุกวันที่การเมืองหยุด คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศสูญเสียไปจริง ๆ”
