ภาคเอกชนผนึกกำลังขับเคลื่อน Zero Corruption ชี้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนเชิงโครงสร้าง บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย

Zero Corruption

ภาคเอกชนผนึกกำลังขับเคลื่อน Zero Corruption ชี้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนเชิงโครงสร้าง บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทย

ภาคเอกชนไทยได้ร่วมกันจัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน จากความตระหนักว่า “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาธรรมาภิบาล แต่เป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

15 มกราคม 2569

คณะทำงานดังกล่าวมี หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลัก ทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน คณะทำงานฯ ได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” โดยเริ่มจากการปลูกฝังจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการรณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” ภายใต้แคมเปญ “กกร. และเพื่อน ไม่ทน – Zero Corruption” ควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นประชาชนและภาคธุรกิจต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนมุมมองของสังคมอย่างชัดเจนว่า คอร์รัปชันคือ “วิกฤตระดับชาติ” โดยประชาชนร้อยละ 77 และภาคธุรกิจร้อยละ 97 เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีความรุนแรงสูง ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งของประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นปัญหาเร่งด่วนลำดับต้น ๆ ของประเทศ รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

ภาคธุรกิจระบุว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกัน พฤติกรรมทางการเมืองที่สร้างความเบื่อหน่ายสูงสุด ได้แก่ การมี “รัฐมนตรีเทา” นโยบายต่อต้านโกงที่เป็นเพียงคำพูด และปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

คณะทำงานฯ ยังชี้ให้เห็นว่าหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรค โดยภาคธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าต้องมีความรับผิดชอบสูงสุด และต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มงวด

ในมุมเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมสะท้อนว่า คอร์รัปชันได้กลายเป็น “ต้นทุนที่ซ่อนอยู่” ซึ่งกัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งจากกฎระเบียบที่ซับซ้อน ช่องโหว่การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและการค้าทองคำ ตลอดจนต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ

ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดบทบาทจากผู้ควบคุมเป็นผู้เอื้ออำนวย และยกระดับระบบกำกับดูแลให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตที่มีมูลค่าสูง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการต่อต้านการฟอกเงิน การกำกับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การบังคับใช้กฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล และการผลักดันข้อตกลงคุณธรรมในโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ เพื่อปิดช่องว่างการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม

คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ย้ำจุดยืนร่วมกันว่า การต่อต้านคอร์รัปชันต้องไม่หยุดเพียงการรณรงค์ แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติจริง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และการสร้างวัฒนธรรม “ไม่ทนต่อการทุจริต” เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและนานาชาติอย่างยั่งยืน