นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมปาฐกถาพิเศษในงาน Future-Ready Economy 2026 ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับการประชุม IMF-World Bank 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม โดยนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต ผ่านการผลักดันแนวคิด Reinvent Thailand ที่มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนที่สร้างคุณค่าให้ประเทศไทยในระยะยาว
เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจอาเซียน และทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจเข้าร่วมสะท้อนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนแนวทางเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น
เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่าน ไทยต้องยกระดับการเติบโต
นายอนุทินกล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ในปี 1991 โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งสร้างความท้าทายใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจและชุมชนในหลายมิติ
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งภาคอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และบุคลากรที่มีความสามารถ แต่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น ขณะที่การเติบโตของผลิตภาพ (Productivity Growth) ยังคงอยู่ในระดับช้า และธุรกิจรวมถึงแรงงานจำนวนมากต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความท้าทายของไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการพัฒนาไปสู่การเติบโตอย่างชาญฉลาด หรือ Grow Smarter โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แนวคิด Future-Ready ในมุมมองของนายกรัฐมนตรี จึงหมายถึงการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทยสามารถกำหนดทิศทางอนาคตของตนเองได้ ไม่ใช่เพียงรอรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจึงต้องมุ่งสร้างความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี ผลิตภาพ กฎระเบียบ และความสามารถของภาคธุรกิจในการแข่งขันในตลาดโลก
ต่อยอดจุดแข็งเดิม สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจจากศูนย์ เนื่องจากมีฐานอุตสาหกรรมและจุดแข็งหลายด้านที่สามารถนำมาต่อยอดได้ ภารกิจสำคัญคือการเปลี่ยนจุดแข็งที่มีอยู่ให้กลายเป็นแหล่งสร้างมูลค่าและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ภาคเกษตรและอาหาร: ยกระดับจากครัวของโลกสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ประเทศไทยมีชื่อเสียงมายาวนานในฐานะ “ครัวของโลก” แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้ากับตลาดใหม่ ตลอดจนสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้จากสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นปริมาณการผลิตไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือยกระดับความสามารถของภาคเกษตรไทยให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
ภาคการผลิต: ต่อยอดอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
ในภาคการผลิต ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่มั่นคง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคตต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาคการผลิตสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยยังต้องเปิดกว้างต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ไม่ได้สร้างเพียงเงินทุน แต่ยังนำมาซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะ และโอกาสสำหรับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทย เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนส่งต่อไปยังธุรกิจภายในประเทศได้มากขึ้น
Health & Wellness และการท่องเที่ยว: ใช้ศักยภาพที่ไทยมีอยู่
อีกหนึ่งสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพคือ Healthcare-Wellness และการท่องเที่ยว โดยมีจุดแข็งจากความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาล วัฒนธรรมการต้อนรับ และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์
จุดแข็งเหล่านี้เป็นโอกาสในการพัฒนาบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และต่อยอดความสามารถของประเทศให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตให้มากขึ้นไปสู่การสร้างมูลค่าให้มากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
Reinvent Thailand ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการปฏิรูป
แม้ประเทศไทยจะมีโอกาสจากอุตสาหกรรมและบริการหลายด้าน แต่การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนที่มั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน น้ำ ดิจิทัล และการเงิน โดยมองว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจต้องเปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น สามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อให้การยกระดับเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมผู้ประกอบการในวงกว้างด้วย
ภายใต้แนวคิดนี้ รัฐบาลจึงผลักดัน Reinvent Thailand เพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งระบุอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
การทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับความต้องการของภาคธุรกิจ ตลอดจนช่วยให้การปฏิรูปตอบสนองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งในด้านการลงทุน การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว
รัฐบาลปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ลดอุปสรรคการลงทุน
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดได้เพียงลำพัง แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนและสนับสนุน (Enabler) โดยจัดให้มีกฎระเบียบที่ชัดเจน ลดอุปสรรคและขั้นตอนทางราชการที่ไม่จำเป็น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนลงทุน พัฒนานวัตกรรม และขยายกิจการได้
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดึงดูดเงินทุนระยะยาว โดยประเทศไทยต้องมุ่งสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนร่วมกับประเทศ ไม่ใช่เพียงการดึงดูดเงินลงทุนในระยะสั้น
นอกจากนี้ กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจไทย โดยการปฏิรูปที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการดังกล่าว ทั้งการเสริมสร้างสถาบัน การยกระดับมาตรฐาน และการปรับปรุงธรรมาภิบาล จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและประชาชนในระยะยาว
เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สู่การเติบโตที่สร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน
ทิศทางที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอในงาน Future-Ready Economy 2026 สะท้อนโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป คือการต่อยอดจุดแข็งเดิม พร้อมปรับโครงสร้างการผลิตและบริการให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยมี Reinvent Thailand เป็นกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับภาคเกษตรสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การต่อยอด Healthcare-Wellness และการท่องเที่ยว ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงด้านปัจจัยพื้นฐาน การพัฒนาศักยภาพ SMEs และการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาจากการมุ่งเพิ่มปริมาณไปสู่การเพิ่มคุณภาพและมูลค่า พร้อมสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และดึงดูดการลงทุนที่นำมาซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะ และโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง
รูปภาพ : รัฐบาลไทย
