ธุรกิจไทยยังติดหล่มสินบน! เอกชนกว่า 60% เจอสัญญาณเรียกผลประโยชน์จากภาครัฐ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ภายใต้โครงการ “คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น” สำรวจกลุ่มตัวอย่างภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 10 เมษายน 2569
ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการถึง 58.8% มองว่าปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรค “มากถึงมากที่สุด” ต่อการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งเป็น 30.8% ที่มองว่าเป็นอุปสรรคมาก และอีก 28.0% มองว่าเป็นอุปสรรคอย่างมาก ขณะที่ 30.3% มองว่าเป็นอุปสรรคระดับปานกลาง
[ เว้นพื้นที่สำหรับภาพอินโฟกราฟิก ]
เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์คอร์รัปชั่นกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ 51.2% มองว่าสถานการณ์ “แย่ลง” โดยแบ่งเป็น 27.5% ที่เห็นว่าแย่ลงมาก และ 23.7% ระบุว่าแย่ลง ขณะที่ 48.5% มองว่าสถานการณ์ยัง “เท่าเดิม” ส่วนผู้ที่มองว่าดีขึ้นมีเพียง 0.3% เท่านั้น
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังสะท้อนว่าการติดต่องานกับหน่วยงานภาครัฐมีความยุ่งยากมากขึ้น โดย 51% ระบุว่าความซับซ้อนในการติดต่อราชการเพิ่มขึ้น ขณะที่ 42% มองว่าไม่เปลี่ยนแปลง และมีเพียง 3% ที่เห็นว่าลดลง
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ระบบราชการยังเป็นภาระทั้งด้านเวลา ต้นทุน และความไม่แน่นอนในการประกอบธุรกิจ
ผลสำรวจระบุว่า ในการขออนุญาตหรือขออนุมัติจากหน่วยงานรัฐครั้งล่าสุด มีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 60.9% ที่เคยพบ “สัญญาณ” การเรียกรับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ของกำนัล หรือสิ่งตอบแทนอื่น เพื่อให้กระบวนการดำเนินไปอย่างรวดเร็วหรือราบรื่น
รูปแบบที่พบประกอบด้วย
ขณะเดียวกัน 45.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า เคยให้เงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน
รูปแบบผลประโยชน์ที่พบมากที่สุด ได้แก่
[ เว้นพื้นที่สำหรับภาพประกอบ ]
สำหรับประเด็น “ค่าความสะดวก” หรือ “เงินหล่อลื่น” ผู้ตอบ 52.3% มองว่ามีผลช่วยให้งานกับหน่วยงานรัฐดำเนินเร็วขึ้นในระดับต่าง ๆ โดย
ขณะที่ 26.6% ระบุว่าไม่มีผลเลย
ผลสำรวจยังพบว่า ช่องทางที่เสี่ยงต่อการเรียกรับสินบนมากที่สุดคือ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังพบพฤติกรรมที่ส่อถึงความไม่โปร่งใส
แม้ 36.4% จะระบุว่าไม่พบสัญญาณผิดปกติ แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่พบว่า
นอกจากนี้ 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า ธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันต้องจ่าย “เงินพิเศษ” ให้ข้าราชการเพื่อให้ได้สัญญารัฐ โดยสัดส่วนเงินที่จ่ายมากที่สุดอยู่ที่ 11-15% ของมูลค่างาน
ผลสำรวจสะท้อนว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจยอมจ่ายสินบน ได้แก่
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่มั่นใจระบบร้องเรียนของรัฐ โดย 56.5% ระบุว่า “ไม่กล้าร้องเรียน” หากพบการเรียกรับผลประโยชน์ เพราะกังวลเรื่องผลกระทบและความปลอดภัย
ด้านความเชื่อมั่นต่อระบบ Whistleblowing ของรัฐ พบว่า 52.3% “ไม่มั่นใจเลย” และมีเพียง 11.1% ที่มั่นใจมาก
[ เว้นพื้นที่สำหรับภาพกราฟ/Quote ]
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย ภาคเอกชนมองว่า มาตรการที่ช่วยลดคอร์รัปชั่นได้มากที่สุด คือ
ส่วนมาตรการ “ถอนรากถอนโคน” ที่ภาคธุรกิจต้องการมากที่สุด ได้แก่
รายงานยังเสนอให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลโครงการและงบประมาณในรูปแบบที่ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมถึงปรับระบบร้องเรียนให้ปลอดภัยและปกปิดตัวตนผู้แจ้งเบาะแส
นาย มานะ นิมิตรมงคล ประธาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า ปัญหาการเรียกรับสินบนเกิดขึ้นจริงในหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต และให้บริการภาครัฐ
พร้อมระบุว่า หน่วยงานจำนวน 26 แห่งที่ถูกกล่าวถึงในการสำรวจ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชั่น และรัฐบาลต้องเร่งตอบคำถามให้ได้ว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
นายมานะยังเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบอย่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เร่งตรวจสอบหน่วยงานที่มีความเสี่ยงอย่างจริงจัง
ภาคประชาชนและภาคธุรกิจยังถูกเชิญชวนให้แจ้งเบาะแสการทุจริตผ่านระบบ “Corruption Boss” และ “แชทฟ้องโกงทันใจ” บนแอปพลิเคชัน DAI ซึ่งเปิดให้ร้องเรียนโดยไม่จำเป็นต้องระบุชื่อ เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัตรประชาชน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้แจ้งข้อมูล
ข้อเรียกร้องสำคัญจากภาคเอกชนคือ หากประเทศไทยต้องการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุน การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม และเริ่มจากการปรับระบบราชการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดโอกาสการใช้อำนาจโดยมิชอบในทุกระดับ