กกร. ชี้เศรษฐกิจไทยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเร่งผลักดัน Reinvent Thailand ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
10 มิถุนายน 2569
ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลัง ประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่น ๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape การส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ Data Center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
ในขณะเดียวกัน การผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูง กระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น โดย กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น
เศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดย กกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% จากเดิมที่อยู่ที่ 1.2%-1.6% เงินเฟ้อเป็น 2.5%-3.0% จาก 2.0%-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง
ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุนในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน
นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม Local Content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งสอดรับกับอุตสาหกรรมที่ BOI มุ่งเป้าสนับสนุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามคำแนะนำของธนาคารโลกสำหรับประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและการจ้างงานอย่างครอบคลุมในระยะยาว
กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ให้เกียรติมานำเสนอข้อมูลการจัดประชุมให้ที่ประชุม กกร. รับทราบ ซึ่งธนาคารโลกอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน Flagship Report “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในการนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทย เชื่อมโยงกับแนวทาง Reinvent Thailand และต่อยอดไปสู่การสื่อสารเชิงบวกก่อนการประชุมเดือนตุลาคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความร่วมมือจากนักลงทุนและพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงการประสานงานกับธนาคารโลกและภาคเอกชนในการจัด Affiliate Program
ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม กกร. ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน
ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทานและภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
| %YoY | ปี 2568 | ปี 2569 (ณ ม.ค.-มี.ค. 69) |
ปี 2569 (ณ เม.ย.-พ.ค. 69) |
ปี 2569 (ณ มิ.ย. 69) |
|---|---|---|---|---|
| GDP | 2.4 | 1.6 ถึง 2.0 | 1.2 ถึง 1.6 | 1.6 ถึง 2.0 |
| ส่งออก | 12.9 | -1.5 ถึง -0.5 | -1.5 ถึง -0.5 | 8.0 ถึง 10.0 |
| เงินเฟ้อ | -0.1 | 0.2 ถึง 0.7 | 2.0 ถึง 3.0 | 2.5 ถึง 3.0 |
ที่มา: สศช., พณ. และประมาณการโดย กกร.
กกร. ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อดำเนินโครงการ CEO Econmass Awards 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเชิดชูเกียรติสุดยอดผู้นำองค์กรภาคธุรกิจที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ (สุดยอดซีอีโอ) ในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ (Large Enterprise) สำหรับผู้นำที่มีผลงานประจักษ์และสร้างคุณูปการต่อชาติ รางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง (Medium Enterprise) สำหรับผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และยกระดับการแข่งขัน และรางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเล็ก (Small Enterprise) สำหรับผู้นำที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
โดยโครงการนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจในการพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง















แถลงข่าวโดย
