นายกฯ ประกาศเกมรุกเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก ชู “Build with Thailand” ดึงลงทุนคุณภาพ เร่งปลดล็อก 7,000 กฎ ดันไทยสู่ศูนย์กลางลงทุนอาเซียน

Bangkok business summit 2026

นายกฯ ประกาศเกมรุกเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก ชู “Build with Thailand” ดึงลงทุนคุณภาพ เร่งปลดล็อก 7,000 กฎ ดันไทยสู่ศูนย์กลางลงทุนอาเซียน

“นายกอนุทิน” เปิดเวที The Bangkok Business Summit 2026 ประกาศความพร้อมไทยรับการลงทุนระดับโลก ชูจุดแข็งเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และระบบนิเวศธุรกิจ พร้อมเร่งทบทวนกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ ดัน 5 อุตสาหกรรมอนาคต ตั้งเป้า GDP โต 5.5% ก่อนต่อยอดสู่เวที IMF–World Bank และการเป็นประธานอาเซียนปี 2571

03  กันยายน 2569

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยและนำเสนอความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนระดับภูมิภาค ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่

เวทีดังกล่าวถือเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหารือถึงทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม บุคลากร และระบบนิเวศทางธุรกิจที่สามารถรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้

นายกฯ ชี้โลกเปลี่ยนเร็ว ไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน 4 มิติสำคัญ ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ได้แก่

  • ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนทั่วโลก
  • ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและตลาดแรงงาน
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด
  • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายด้านแรงงานและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

รัฐบาลจึงมีภารกิจสำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาส โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย พร้อมวางรากฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนา องค์ความรู้และเทคโนโลยีภายในประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถสร้างและต่อยอดนวัตกรรมได้ด้วยตัวเอง ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และการสร้าง เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีศักยภาพ

ไทยไม่ได้ขายแค่ “ทำเล” แต่ขายความลึกของอุตสาหกรรม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในโลกยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเพียงเรื่องทำเลที่ตั้งหรือสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญกว่านั้น คือ “Depth” หรือความลึกของระบบอุตสาหกรรม

ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง มีคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ซัพพลายเออร์ และระบบนิเวศทางธุรกิจที่พร้อมรองรับนักลงทุน ดังนั้น นักลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ แต่สามารถต่อยอดจากโครงสร้างและเครือข่ายที่มีอยู่แล้วได้ทันที

ศักยภาพดังกล่าวยังสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ เช่น การนำ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการผลิตขั้นสูง รวมถึงการนำ เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาผสานกับภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างอุตสาหกรรมใหม่จากฐานเศรษฐกิจเดิม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูด Talent หรือบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก ให้เข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และสร้างธุรกิจในประเทศ

เร่งทบทวนกฎกว่า 7,000 ฉบับ ลดอุปสรรคการลงทุน

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของรัฐบาลคือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการเร่งทบทวนกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อค้นหากฎที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน

เป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักลงทุนสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พร้อมยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐให้สอดคล้องกับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระหว่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ได้ต้องการเพียงให้นักลงทุนเข้ามา “สร้างในประเทศไทย” แต่ต้องการให้เกิดการร่วมกันสร้างและเติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิด

“Build with Thailand” ไม่ใช่แค่ “Build in Thailand”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของไทยที่ต้องการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงฐานการผลิตหรือจุดหมายปลายทางของเงินลงทุน ไปสู่การเป็น พันธมิตรทางเศรษฐกิจระยะยาว ที่สามารถร่วมพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร ห่วงโซ่อุปทาน และธุรกิจแห่งอนาคตไปพร้อมกับนักลงทุน

กกร. ตั้งเป้า GDP โต 5.5% ดัน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้าน นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวรายงานว่า การจัดงาน The Bangkok Business Summit 2026 มีเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอทิศทางและข้อเสนอของประเทศไทยต่อนักลงทุนต่างชาติ หรือ Foreign Direct Investment (FDI) พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ภาคเอกชนตั้งเป้าหมายยกระดับการเติบโตของ GDP ประเทศไทยสู่ระดับ 5.5% พร้อมผลักดันประเทศให้ก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงอย่างครอบคลุม โดยให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่

1. อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง
ยกระดับฐานการผลิตเดิมของไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมขยับขึ้นสู่กิจกรรมการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

2. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการส่งเสริมสุขภาพ
เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การสร้างมูลค่าจากการท่องเที่ยวคุณภาพ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

3. บริการด้านดิจิทัล
เร่งสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค

4. ธุรกิจการเกษตร
นำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่เข้ามายกระดับภาคการเกษตร เพิ่มผลิตภาพและมูลค่าให้กับสินค้าและบริการทางการเกษตร

5. เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ของไทย มาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

15 แผนปฏิบัติการ เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก่อนรับเวทีโลก

นอกจากการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนยังนำไปสู่การกำหนด แผนปฏิบัติการประสิทธิภาพสูง 15 ข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

ทั้งการ พัฒนาทักษะแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของเมือง เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุน ตลอดจนการยกระดับ พลวัตขององค์กร และประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้ภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

แผนงานเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ก่อนที่ประเทศจะก้าวเข้าสู่เวทีสำคัญระดับโลกอย่าง IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้

การเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อนักลงทุน ผู้นำทางเศรษฐกิจ และสถาบันการเงินจากทั่วโลก พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่จะช่วยต่อยอดการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

จาก Bangkok Business Summit สู่บทบาทไทยในเวทีอาเซียน

ทิศทางดังกล่าวยังไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับเวที IMF–World Bank เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงบทบาทของประเทศไทยในระดับภูมิภาค โดยไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นเป็น ประธานอาเซียนในปี 2571

การยกระดับประเทศไทยจึงไม่ได้มองเพียงการแข่งขันภายในประเทศ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านการลงทุน การค้า ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” เป้าหมายสำคัญคือการสร้างประเทศไทยที่สามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและภูมิภาค

จากเวที The Bangkok Business Summit 2026 จึงเป็นมากกว่าการประชุมด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับการเปลี่ยนแปลง ไปสู่ผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม การเร่งปลดล็อกกฎระเบียบ การลงทุนในเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด การพัฒนาคน ตลอดจนการเปิดรับพันธมิตรจากทั่วโลก ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งใหม่ของตัวเองให้เป็นทั้ง ฐานการลงทุน ศูนย์กลางอุตสาหกรรม และพันธมิตรทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน

และหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้อาจสรุปได้ด้วยแนวคิดเดียว คือ ไทยไม่ได้ต้องการเพียงให้โลกเข้ามาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่ต้องการให้โลกเข้ามา “สร้างอนาคตไปกับประเทศไทย” ภายใต้แนวทาง “Build with Thailand”