ไทยเร่งเครื่องสู่ประเทศรายได้สูง ปี 2580 เปิดแผน 24 เดือนปฏิรูปเศรษฐกิจ

Bangkok business summit 2026

ไทยเร่งเครื่องสู่ประเทศรายได้สูง ปี 2580 เปิดแผน 24 เดือนปฏิรูปเศรษฐกิจ

THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026

ไทยเร่งเครื่องสู่ประเทศรายได้สูง ปี 2580 เปิดแผน 24 เดือนปฏิรูปเศรษฐกิจ

รัฐ–เอกชนผนึกกำลังปรับโครงสร้างเงินทุน ดันอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ยกระดับ SME และสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของโลก

ECONOMIC TRANSFORMATION INVESTMENT & INDUSTRY SME EMPOWERMENT
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจที่พึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนระยะยาว โดยเป้าหมายคือการก้าวสู่ “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 ผ่านการแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยทุกระดับ
NATIONAL TARGET
ปี 2580
เป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง
CRITICAL WINDOW
24 เดือน
ช่วงเร่งวางรากฐานและผลักดันแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2569–2571
GROWTH AMBITION
5.4% ต่อปี
เป้าหมายการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากรที่ธนาคารโลกชี้ว่าไทยจำเป็นต้องเร่งไปให้ถึง

สาระสำคัญจากเวที The Bangkok Business Summit 2026 สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่อาจอาศัยเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จำเป็นต้องปรับกลไกการจัดสรรเงินทุน พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเข้าถึงโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเร่งยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อรองรับบทบาทบนเวทีภูมิภาคและนานาชาติในระยะต่อไป

1. ปรับยุทธศาสตร์รับโลกเปลี่ยน ใช้ความเป็นกลางสร้างโอกาสลงทุน

การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ประกอบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศ กำลังทำให้บริษัทข้ามชาติต้องทบทวนฐานการผลิตและแหล่งลงทุนใหม่ ประเทศไทยจึงมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างอุตสาหกรรม และความเชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาค เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพเข้าสู่ประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลตอบแทนทางธุรกิจ แต่ยังครอบคลุมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความต่อเนื่องของนโยบาย และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจด้วย

ภายใต้บริบทดังกล่าว การรักษาจุดยืนความเป็นกลางของไทยจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังปรับทิศทางการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนให้เกิดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะแรงงาน การยกระดับผู้ประกอบการในประเทศ หรือการส่งเสริมให้ธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทต่างชาติ

เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องทำให้การลงทุนสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี งานที่มีคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ทิศทางการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

2. เป้าหมายเติบโต 5.4% ต่อปี โจทย์ใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของไทยคือการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและยกระดับรายได้ของประชาชนในระยะยาว

Carlos Felipe Jaramillo รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก (World Bank) ระบุถึงความจำเป็นที่ไทยต้องยกระดับการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร จากระดับประมาณ 2.2% ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปสู่ระดับ 5.4% ต่อปีตลอดทศวรรษหน้า

เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนว่า การพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมและการเติบโตจากต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ไทยจำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่มีผลิตภาพสูงกว่าเดิม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทิศทางการลงทุนจึงต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงการผลิตขั้นสูง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริการดิจิทัล ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการสร้างเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ

การผลักดันอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้เติบโตจำเป็นต้องมีองค์ประกอบสนับสนุนหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ระบบพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการ และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน

3. 24 เดือนเร่งวางรากฐาน เปลี่ยนข้อเสนอจากเวทีสัมมนาสู่แผนปฏิบัติการ

เพื่อให้เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจเกิดผลเป็นรูปธรรม ข้อเสนอจากเวที The Bangkok Business Summit 2026 ได้รับการต่อยอดสู่การจัดทำ “Bangkok Business Summit White Paper” ร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC โดยมีเป้าหมายในการแปลงแนวคิดเชิงนโยบายให้เป็นแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปปฏิบัติและติดตามผลได้

กรอบเวลาดำเนินการช่วงปี 2569–2571 หรือประมาณ 24 เดือน ถูกวางให้เป็นช่วงสำคัญสำหรับการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว โดยเน้นการแก้ไขข้อจำกัดที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ พร้อมกำหนดทิศทางการลงทุนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

หัวใจของแผนดังกล่าวคือการทำให้การปฏิรูปไม่ได้หยุดอยู่เพียงการประกาศเป้าหมาย แต่ต้องมีมาตรการที่ชัดเจน สามารถประเมินความก้าวหน้าได้ และสร้างผลลัพธ์ต่อภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

01จัดสรรทรัพยากรให้ตรงจุด

มุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง

02ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

ทบทวนกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

03วัดผลได้จริง

เปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เป็นแผนงานที่ติดตามความก้าวหน้าได้

04เปิดทางให้ SME เติบโต

เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่

อีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญคือการประสานการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. รื้อระบบจัดสรรเงินทุน ดึงสภาพคล่องเข้าสู่ธุรกิจแห่งอนาคต

แม้การดึงดูดการลงทุนและการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่จะเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ยาก หากระบบการเงินยังไม่สามารถส่งผ่านเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพได้อย่างเพียงพอ

ผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า ความพร้อมของประเทศไทยในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจยังอยู่ที่ระดับ 5 จาก 10 สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงกับความพร้อมในการดำเนินการจริง

หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนจึงเป็นการปรับทิศทางการจัดสรรสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการส่งผ่านเงินทุนไปยังภาคธุรกิจที่ต้องการลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างการเติบโตใหม่

แนวทางสำคัญคือการทำให้เงินทุนสามารถไหลเข้าสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงได้มากขึ้น แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดิมที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำ โดยต้องพิจารณาควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ

การปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการปล่อยสินเชื่อโดยปราศจากหลักเกณฑ์ แต่เป็นการพัฒนากลไกประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนเงินทุนให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม หรือขยายตลาด แต่ยังขาดหลักประกันและประวัติทางการเงินที่เพียงพอ

5. โมเดล “Brotherhood” เชื่อมธุรกิจใหญ่กับ SME ยกระดับทั้งห่วงโซ่อุปทาน

การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ช่องว่างระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อยขยายตัว หาก SME ไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ผยงเสนอแนวคิด “Brotherhood” ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการยกระดับผู้ประกอบการ SME ตลอดทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง โดยองค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นผู้ลงทุนหรือผู้ซื้อสินค้าและบริการ แต่ยังสามารถเป็นกลไกช่วยพัฒนาศักยภาพของคู่ค้า ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถยกระดับมาตรฐานและเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้

การพัฒนาทักษะบุคลากรทั้งในรูปแบบ Upskill และ Reskill เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะเทคโนโลยีใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน กระบวนการผลิต และความต้องการของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน SME ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การยกระดับคุณภาพสินค้า และการเข้าถึงมาตรฐานที่จำเป็นต่อการเป็นคู่ค้าของบริษัทขนาดใหญ่หรือการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

หัวใจของการยกระดับ SME: เชื่อมผู้ประกอบการรายย่อยเข้ากับความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และเงินทุน เพื่อให้โอกาสจากการลงทุนใหม่กระจายไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน ไม่กระจุกอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโมเดลนี้ให้ประสบความสำเร็จยังต้องอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการเงิน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ SME สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

6. ยกระดับมาตรฐานประเทศ รับมือภัยไซเบอร์และเงินทุนผิดกฎหมาย

นอกจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว ไทยยังต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก ผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านความโปร่งใส ความปลอดภัย และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เป็นอีกหนึ่งบริบทที่ทำให้การพัฒนาความพร้อมของประเทศมีความสำคัญมากขึ้น

ประเด็นแรกคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมืออาชญากรรมทางไซเบอร์และสกัดกั้นกระแสเงินทุนผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและธุรกรรมข้ามพรมแดนมากขึ้น

การดำเนินงานในด้านนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ ทั้งในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนากลไกตรวจจับความผิดปกติ และการยกระดับมาตรการป้องกันภัยคุกคามทางดิจิทัล

ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวไม่เพียงช่วยป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องดำเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น

7. ปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจเจ้าพระยา เร่งลงทุนรับมือสภาพภูมิอากาศ

อีกประเด็นที่ธนาคารโลกให้ความสำคัญคือความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการผลิต และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นที่ตั้งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจากอุทกภัยและผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวระบุว่า พื้นที่นี้มีความสำคัญต่อ GDP ของประเทศถึง 66% จึงทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับภัยพิบัติเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้

หากเกิดความเสียหายต่อพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปสู่ภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การค้าระหว่างประเทศ และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจสร้างต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

การลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงควรครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ การวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดิน และการประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ

ในด้านพลังงาน ไทยยังต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังมีโอกาสสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต

เปลี่ยนแผนสู่ผลลัพธ์จริง กุญแจสำคัญของการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ภาพรวมจาก The Bangkok Business Summit 2026 สะท้อนว่า การผลักดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ต้องอาศัยการปฏิรูปหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ การปรับระบบจัดสรรเงินทุน ไปจนถึงการยกระดับ SME และการรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากรที่ระดับ 5.4% ต่อปีเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และต้องอาศัยการเพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่กรอบเวลา 24 เดือนระหว่างปี 2569–2571 จะเป็นช่วงสำคัญในการพิสูจน์ว่าภาครัฐและภาคเอกชนสามารถเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นมาตรการที่เกิดผลจริงได้หรือไม่

  • ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
  • ปรับระบบเงินทุนให้ตอบโจทย์ธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • พัฒนา SME ให้เข้าถึงเทคโนโลยี ทักษะ ตลาด และห่วงโซ่อุปทานโลก
  • ยกระดับความพร้อมด้านไซเบอร์ พลังงาน และการรับมือภัยพิบัติ

สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ได้มีเพียงมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศหรือการประกาศอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่รวมถึงความสามารถในการส่งผ่านโอกาสไปยังธุรกิจไทย การเข้าถึงเงินทุนของ SME การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่พร้อมรับความเสี่ยงในอนาคต

หากประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ การลงทุนใหม่ก็มีโอกาสกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับประชาชนในระยะยาว

ท้ายที่สุด การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านตัวเลข GDP แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น ธุรกิจไทยแข่งขันได้มากขึ้น ประชาชนเข้าถึงโอกาสอย่างทั่วถึง และประเทศมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนของโลก นี่คือบททดสอบสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง