เอกชนกดดันรัฐ! เคลียร์ “เงินกู้ 5 แสนล้าน” เร่งดับวิกฤตพลังงาน-อุ้ม SME ก่อนเศรษฐกิจทรุด

ข่าวสารธุรกิจ

เอกชนกดดันรัฐ! เคลียร์ “เงินกู้ 5 แสนล้าน” เร่งดับวิกฤตพลังงาน-อุ้ม SME ก่อนเศรษฐกิจทรุด

ภาคเอกชนส่งสัญญาณถึงรัฐบาลอย่างชัดเจน เรียกร้องให้เร่งคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
27  เมษายน 2569 
 “ต้นทุนพลังงานสูง” และ “SME เข้าไม่ถึงเงินทุน” พร้อมจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 5 แสนล้านบาท ว่าจะ “ตรงจุด” และ “ได้ผลจริง” หรือไม่

IMF เตือนแรง! GDP ไทยโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในภูมิภาค

International Monetary Fund (IMF) ประเมินเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้าง

ปัจจัยหลักมาจาก

  • ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 5–6% ของ GDP
  • ต้นทุนพลังงานผันผวน กระทบทั้งระบบเศรษฐกิจ
  • เปราะบางต่อปัจจัยภายนอกมากกว่าประเทศอื่น

สิ่งนี้ทำให้ไทย “รับแรงกระแทกเต็ม ๆ” เมื่อราคาพลังงานโลกปรับขึ้น


“เงินกู้ 5 แสนล้าน” ต้องตอบโจทย์ ไม่ใช่แค่กระตุ้นระยะสั้น

นาย เกรียงไกร เธียรนุกุล ระบุว่า
ภาคเอกชนต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับ พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท

คำถามสำคัญคือ

  • เงินจะถูกใช้ “ตรงจุด” หรือไม่
  • มีมาตรการแบบ Quick Win เช่น “คนละครึ่ง” หรือไม่
  • สามารถฟื้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจจริงได้แค่ไหน

“เราต้องดูว่าเงินก้อนนี้ตอบโจทย์จริงไหม อะไรควรทำก่อนหลัง”


ความเชื่อมั่นสั่นคลอน! หนี้-ภาษี กลายเป็นประเด็นร้อน

อีกหนึ่งความกังวลสำคัญของภาคธุรกิจคือ

  • ข่าวการขยายเพดานหนี้จาก 70% → 75% ต่อ GDP
  • กระแสข่าวปรับ VAT จาก 7% → 10%

ความไม่ชัดเจนของข้อมูลระหว่างฝ่ายนโยบาย ยิ่งสร้าง “ความสับสน” และกระทบความเชื่อมั่นของตลาด


ต้นทุนพลังงานยังพุ่ง — ตัวการหลักกดเศรษฐกิจ

ปัญหา “ราคาพลังงาน” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ไม่ตก
แม้มีมาตรการช่วยเหลือ แต่ภาคเอกชนตั้งคำถามว่า “เพียงพอหรือยัง?”

ผลกระทบที่เกิดขึ้น:

  • ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกอุตสาหกรรม
  • กำไรธุรกิจหดตัว
  • การลงทุนใหม่ชะลอ

SME วิกฤตซ้ำซ้อน: เงินไม่มี-กำลังซื้อหาย

SME ยังเผชิญปัญหาเดิมที่ยังแก้ไม่ได้ คือ

  • เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก
  • สภาพคล่องตึงตัว
  • กำลังซื้อในประเทศลดลง

ทำให้หลายธุรกิจเริ่มกังวลว่า “จะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน”


Supply Chain โลกป่วน ดันต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง

สถานการณ์โลกยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย
โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ผลกระทบที่เห็นชัด:

  • วัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ขาดความต่อเนื่อง
  • การนำเข้า “แอมโมเนีย-ยูเรีย” ยังไม่แน่นอน
  • การขนส่ง Naphtha ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงสูง

หาก Supply Chain สะดุด → โรงงานผลิตจะเดินเครื่องไม่ได้เต็มที่ → ต้นทุนยังสูงต่อเนื่อง


การคลังอ่อนแรง เสี่ยงยิ่งขึ้นในระยะยาว

ภาคเอกชนสะท้อนอีกมุมว่า
สถานะการคลังไทยเริ่มเปราะบางมากขึ้น

  • ขาดดุลเฉลี่ย 4% ต่อปี
  • หนี้สาธารณะพุ่งจาก 60% → 65-66% อย่างรวดเร็ว
  • รายได้ภาษียังต่ำ

ทำให้การใช้นโยบายกระตุ้นต้อง “คิดให้รอบ” มากกว่าที่ผ่านมา


ทางออกต้อง “คิดนอกกรอบ” ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้า

ภาคเอกชนเสนอว่า
รัฐบาลต้องมองเกมระยะยาว ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น

สิ่งที่ต้องเร่งทำ:

  • ลดต้นทุนพลังงานเชิงโครงสร้าง
  • เปิดทาง SME เข้าถึงทุนจริง
  • สร้างเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจ

ฟื้นความเชื่อมั่น คือ “กุญแจสำคัญที่สุด”

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง
สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ “ความเชื่อมั่น”

“ถ้าทุกคนถอดใจ เศรษฐกิจจะยิ่งเหนื่อย”

รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างความมั่นใจ
เพื่อให้ทั้ง “นักลงทุน-ภาคธุรกิจ-แรงงาน” เดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน


สรุป: เศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ

สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่แค่ “ชะลอตัว” แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา:

  • เงินกู้ 5 แสนล้าน จะใช้ “คุ้มค่า” หรือไม่
  • พลังงาน จะยังเป็นต้นทุนหลักต่อไปหรือเปล่า
  • SME จะรอดจากภาวะเงินตึงได้ไหม