เอกชนห่วงประเทศสะดุด หลังยุบสภา ชี้เศรษฐกิจเสี่ยงทรุด ฉุด GDP ปลายปี
ภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการราว 60 วัน ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงหลายด้านที่ยังคงค้างคา โดยหวั่นว่าข้าราชการประจำอาจชะลอการทำงาน หรือ “ปล่อยเกียร์ว่าง” จนทำให้ประเทศยิ่งติดหล่มมากขึ้น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า การประกาศยุบสภาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณไว้ล่วงหน้า และหลายฝ่ายมีการประเมินช่วงเวลาการยุบสภาไว้แล้วถึง 3 ระยะ โดยช่วงเวลานี้ถือเป็นระยะที่ใกล้ที่สุดตามการคาดการณ์ ส่งผลให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีโครงสร้างเปราะบาง บริหารประเทศได้เพียงราว 2 เดือนเศษ และยุบสภาเร็วกว่ากำหนดเดิมกว่า 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือผลกระทบจากการเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ขาดความเข้มข้นลง ทั้งที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการกระตุ้นและพยุงเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี
นายเกรียงไกร ระบุว่า ขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญปัญหาหนักหลายด้านที่ยังไม่คลี่คลาย ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยรุนแรงใน 9 จังหวัด ซึ่งต้องการการตัดสินใจและการสั่งการอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ อาจทำให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุด ส่งผลต่อประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่โดยตรง
นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเกิดการปะทะเป็นรอบที่ 2 และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ได้สร้างผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในหลายจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมบางแห่งจำเป็นต้องหยุดดำเนินการ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
อีกประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนจับตา คือการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็น “การบ้านใหญ่” ที่ยังค้างอยู่ และมีแนวโน้มชะลอออกไป หากมีการติดต่อหรือการเจรจาจากประเทศมหาอำนาจในช่วงรัฐบาลรักษาการ ก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจ กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่า จากบทเรียนในอดีตของไทย เมื่อมีการยุบสภาและเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ มักพบว่าข้าราชการประจำจำนวนมากจะลดความเข้มข้นในการทำงาน เพื่อรอดูท่าทีทางการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ ส่งผลให้มาตรฐานการทำงานและอำนาจการสั่งการของฝ่ายบริหารลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ภาคเอกชนจึงขอฝากไปยังปลัดกระทรวงและผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยกันเดินหน้าขับเคลื่อนงานและนโยบายที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะมาตรการที่มีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงปลายปี เพื่อไม่ให้ประเทศต้องหยุดชะงักซ้ำซ้อน ในช่วงที่เผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน
นายเกรียงไกร ทิ้งท้ายว่า หากการทำงานของภาครัฐสะดุดลงอีก อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยซึ่งขยายตัวในอัตราต่ำอยู่แล้ว เติบโตช้าลงไปอีก และกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและประชาชนในวงกว้าง