สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนแรงส่งนโยบายรัฐ–เอกชน
The Joint Standing Committee on Commerce, Industry and Banking
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจเติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบประมาณการเดิมที่ 2.0–2.2% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตปี 2569 อยู่ที่ 1.5–2.5%
นายผยงระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสามารถของภาครัฐในการออกแบบและดำเนินมาตรการที่ตรงจุด โดยมีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวทาง “Reinvent Thailand” ที่เน้นการร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้มาตรการมีความโปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และเกิดผลเชิงรูปธรรม
ในช่วงที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่สามารถติดตามประเมินผลได้ ส่งผลให้การดำเนินนโยบายมีเอกภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นวินัยการคลังและกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน นอกจากนี้ การยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ หรือ “Connect the Dots” เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ อาทิ การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ยังช่วยลดปัญหาเงินผิดกฎหมายและแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้ในระดับหนึ่ง
ประธานสมาคมธนาคารไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า โจทย์สำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง “Trust and Confidence” ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลข GDP ล่าสุด รวมถึงผลการเลือกตั้งที่สะท้อนลักษณะ “Vote of Confidence” บ่งชี้ถึงความคาดหวังของภาคส่วนต่าง ๆ ต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ
ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งรัดพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐอย่างเต็มที่
ในส่วนของความร่วมมือภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทย ได้ทำงานร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ “PromptBiz” เพื่อยกระดับระบบการค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการพึ่งพาหลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ให้เข้าถึงผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
นายผยงยังกล่าวถึงบทบาทของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่มีประสบการณ์ตรงและสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างรวดเร็ว โดยอิงข้อมูลและมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ถูกมองว่าจะต่อเนื่องไปสู่ปี 2569 และอาจก่อให้เกิด “Positive Surprise” เพิ่มเติม หากการดำเนินนโยบายยังคงมีความต่อเนื่องและชัดเจน โดยถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางของครัวเรือนจากภาระหนี้สูง การยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของ SME การปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดช่องโหว่การทุจริต
เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน.
