สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนแรงส่งนโยบายรัฐ–เอกชน

ข่าวสารธุรกิจ

สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด สะท้อนแรงส่งนโยบายรัฐ–เอกชน

แบงก์ไทยชี้ GDP ปี 68 โตเกินคาด มองรัฐประสานเอกชนตรงจุด หนุนโมเมนตัมปี 69 ต่อเนื่อง

17 กุมภาพันธ์ 2569

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวได้ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจเติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบประมาณการเดิมที่ 2.0–2.2% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตปี 2569 อยู่ที่ 1.5–2.5%

นายผยงระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสามารถของภาครัฐในการออกแบบและดำเนินมาตรการที่ตรงจุด โดยมีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวทาง “Reinvent Thailand” ที่เน้นการร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้มาตรการมีความโปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และเกิดผลเชิงรูปธรรม

ในช่วงที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่สามารถติดตามประเมินผลได้ ส่งผลให้การดำเนินนโยบายมีเอกภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นวินัยการคลังและกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน นอกจากนี้ การยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ หรือ “Connect the Dots” เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ อาทิ การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ยังช่วยลดปัญหาเงินผิดกฎหมายและแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้ในระดับหนึ่ง

ประธานสมาคมธนาคารไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า โจทย์สำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง “Trust and Confidence” ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลข GDP ล่าสุด รวมถึงผลการเลือกตั้งที่สะท้อนลักษณะ “Vote of Confidence” บ่งชี้ถึงความคาดหวังของภาคส่วนต่าง ๆ ต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งรัดพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐอย่างเต็มที่

ในส่วนของความร่วมมือภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทย ได้ทำงานร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ “PromptBiz” เพื่อยกระดับระบบการค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการพึ่งพาหลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ให้เข้าถึงผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

นายผยงยังกล่าวถึงบทบาทของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่มีประสบการณ์ตรงและสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างรวดเร็ว โดยอิงข้อมูลและมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ถูกมองว่าจะต่อเนื่องไปสู่ปี 2569 และอาจก่อให้เกิด “Positive Surprise” เพิ่มเติม หากการดำเนินนโยบายยังคงมีความต่อเนื่องและชัดเจน โดยถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางของครัวเรือนจากภาระหนี้สูง การยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของ SME การปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดช่องโหว่การทุจริต

เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน.