ครม.เศรษฐกิจใหม่รับศึกหนัก! เอกชนจี้แก้ต้นทุนพุ่ง-น้ำมันแพงไม่หยุด
การเปิดตัวคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้สมการการเมืองที่เปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นเพียงการจัดวางตำแหน่งเชิงอำนาจ แต่กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ทีมกู้เศรษฐกิจ” ที่ต้องรับมือกับแรงกดดันรอบด้านทันที โดยเฉพาะวิกฤตต้นทุนที่กำลังไต่ระดับอย่างต่อเนื่อง
แม้รายชื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายตำแหน่งจะเต็มไปด้วยบุคคลที่มีประสบการณ์ และเคยมีบทบาทสำคัญในนโยบายเศรษฐกิจมาก่อน แต่เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ความเชื่อมั่นมี แต่เวลาให้พิสูจน์แทบไม่มี”
ภาคเอกชนมองว่า โครงสร้างของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดนี้ยังคงมี “ความต่อเนื่อง” จากทีมเดิมในหลายตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน การมีบุคลากรที่เข้าใจบริบทเดิม ช่วยลดช่วงรอยต่อของนโยบาย และเพิ่มโอกาสในการเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของรัฐบาลผสมยังคงเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมือง อาจทำให้ “ทีมในอุดมคติ” ที่ภาคเอกชนต้องการไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
สิ่งที่ภาคธุรกิจคาดหวังจึงไม่ใช่แค่ “รายชื่อที่ดูดี” แต่คือการทำงานที่สอดประสานกันจริงในระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามกระทรวง
โจทย์เร่งด่วนที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ คือ “การควบคุมต้นทุน” ที่กำลังเพิ่มขึ้นในหลายมิติ โดยเฉพาะราคาพลังงานและน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่กระทบทั้งภาคการผลิต โลจิสติกส์ และค่าครองชีพของประชาชน
สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ลามไปถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รวมถึงภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ราคาวัตถุดิบ ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าหน้าร้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงด้าน “ปริมาณ” ที่อาจเกิดภาวะตึงตัวของน้ำมันในระยะสั้น หากสถานการณ์โลกยังคงผันผวน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาวะต้นทุนให้รุนแรงขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ คือ “เอกภาพในการบริหาร” ของทีมเศรษฐกิจ
โครงสร้างรัฐบาลที่มีพรรคหลักไม่กี่พรรค อาจเป็นโอกาสในการลดแรงเสียดทานทางการเมือง และทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้รัฐบาลนำเครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบ Dashboard มาใช้ติดตามผลนโยบายแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และช่วยให้การปรับนโยบายทำได้ทันสถานการณ์มากขึ้น
แม้ทีมเศรษฐกิจชุดนี้จะถูกมองว่าเป็น “บิ๊กเนม” ที่มีเครดิตในสายตาภาคธุรกิจ แต่บริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้อให้มีช่วงเวลาในการปรับตัว
รัฐบาลต้องเริ่มทำงานเชิงรุกทันที โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น
ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่ต้องการแนวทางที่ยั่งยืน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาต้นทุนกลับมาเป็นวงจรซ้ำในอนาคต
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่กำหนดทิศทางของประเทศ
ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลเชิงลึก และร่วมออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจจริง ขณะที่ภาครัฐต้องเปิดรับข้อมูล และตัดสินใจอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
หากทั้งสองภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤตต้นทุน และสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้
ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่อาจมี “ศักยภาพ” และ “ความเชื่อมั่น” เป็นทุนเดิม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “ความเร็วในการตัดสินใจ” และ “ความแม่นยำของนโยบาย”
เพราะทุกวันที่ต้นทุนยังสูงขึ้น คือแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชน
และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ครม.เศรษฐกิจชุดนี้ จะสามารถเปลี่ยน “ความคาดหวัง” ให้กลายเป็น “ผลลัพธ์” ได้จริงหรือไม่