เมื่อวันที่ 04 พฤศจิกายน 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายปณิธาน ปวโรฬาร เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)และดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ร่วมแถลงข่าว โดยที่ประชุมกล่าวถึง 

การประชุม IMF-World Bank Group เป็นโอกาสสำหรับ Second Take-off ของไทย

การประชุม IMF-World Bank Group ที่เพิ่งจบไป เป็นโอกาสสำหรับ Second Take-off ของไทย โดยประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Connector เชื่อมต่อการลงทุนระลอกใหม่ที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ทั้งคลื่นลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคตที่สอดรับกับเทรนด์โลก ตลอดจนการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อผลักดันไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ สนับสนุนการเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึงต่อไป

ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวสูงขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

จากทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูงราว 105-110 USD/bbl ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนและมีแนวโน้มสูงต่อไปตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผ่านสู่ภาระค่าครองชีพและกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ก่อกระแสลุกลามเป็นการชุมนุมประท้วงในหลายประเทศของยุโรป ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อภาวะฟองสบู่ในกลุ่ม AI ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ทำให้เห็นภาพภาคการผลิตที่เติบโต

โดยดัชนี MPI ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 2.6% ต่างจากดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 18.9% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ FDI ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกที่มีการเติบโตสูงในปีนี้ โดยดัชนี MPI ใหม่ช่วยให้ข้อมูลภาคการผลิตสอดคล้องกับเทรนด์ดิจิทัลของโลกที่ขับเคลื่อนการส่งออกและเศรษฐกิจได้ดีขึ้น คาดว่าการปรับปรุงดัชนี MPI ทำให้ประมาณการจีดีพีปี 2569 ปรับขึ้นเป็น 2.4%-2.6% จากเดิม 2.1%-2.5%

อย่างไรก็ดี กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปในลักษณะ K-shape มากขึ้น

อย่างไรก็ดี กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปในลักษณะ K-shape มากขึ้น สะท้อนจากดัชนี MPI ใหม่ที่กลุ่ม K ขาบนกระจุกตัวจากกระแส AI และ Data Center ของโลก แต่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึงราว 60% จึงส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่างต้องเผชิญกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายผลจาก K ขาบนให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ supply chain ไทย รวมถึงการยกระดับกลุ่ม K ขาล่าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงได้มากขึ้น

MPI ใหม่สะท้อน K-shape ในภาคการผลิตชัดขึ้น

กราฟ MPI ใหม่สะท้อน K-Shape ในภาคการผลิตชัดขึ้น เปรียบเทียบ Old MPI และ New MPI พร้อมข้อมูลการเติบโต 7 เดือนแรกของปี 2569

ข้อมูลสัดส่วนในดัชนี MPI เดิม (Old MPI) และดัชนี MPI ใหม่ (New MPI) แสดงสัดส่วนกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) 9.4% และ 13.4% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ (Others) 90.6% และ 86.6% ตามลำดับ โดยมี Commu. Equip. (Sub-Product in Tech, 1.3%) (RHS)

การเติบโต 7 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม 2569, %YoY)

กลุ่ม Old MPI New MPI
Total -0.1% 2.4%
Tech 7.2% 20.2%
Others -0.6% 0.3%

หมายเหตุ: Tech ใน MPI อ้างอิงจาก TSC 26 (การผลิตผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์) (%) น้ำหนักต่อ MPI
ที่มา: OIE รวบรวมและวิเคราะห์โดย Krungthai COMPASS

นอกจากนี้ กกร. ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นเติบโต 18.0-22.0% จากเดิม 12.0-16.0% และปรับประมาณการเงินเฟ้อปี 2569 เป็น 2.1-2.5% จากเดิม 2.5-3.0%

กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

%YoY ปี 2568 ปี 2569
(ณ ก.ย.-ต.ค. 69)
ปี 2569
(ณ พ.ย. 69)
GDP 2.4 2.1 ถึง 2.5 2.4 ถึง 2.6
ส่งออก 12.9 12.0 ถึง 16.0 18.0 ถึง 22.0
เงินเฟ้อ -0.1 2.5 ถึง 3.0 2.1 ถึง 2.5

ที่มา: สศช. พณ. และประมาณการโดย กกร.

กกร. สนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ขึ้นเป็น 35%

ซึ่งถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ มาตรการนี้จะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นเสาหลักที่มีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 10% ของ GDP พร้อมช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 800,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3,000 ราย โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 เติบโตได้ไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี และผลักดันยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศให้กลับขึ้นสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (E-Parts/CAV) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตั้งฐานผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) จากพันธมิตรระดับโลกจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออกระดับสากล

ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อปัญหากากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

จึงสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเข้าควบคุม ตรวจสอบกากอุตสาหกรรมนำเข้าและปราบปรามโรงงานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม รวมถึงการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า “ภาคเอกชนไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย” ทั้งนี้ กกร. จะมีการประชุมหารือ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในระยะยาว

แถลงข่าวโดย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ : ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นางพิมพ์ใจ ลือสิระสกุล : ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายวรกฤต จารุวงศ์ภัค : เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย
นายปณิธาน ปวโรฬาร :  เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ : ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย