ศาลสหรัฐฯ เบรกภาษีทรัมป์ แต่เกมการค้าโลกยังไม่จบ สหรัฐฯ เปิดไพ่ใหม่ดัน Global Tariff 15%

ข่าวสารธุรกิจ

ศาลสหรัฐฯ เบรกภาษีทรัมป์ แต่เกมการค้าโลกยังไม่จบ สหรัฐฯ เปิดไพ่ใหม่ดัน Global Tariff 15%

สงครามการค้าโลกกำลังเข้าสู่ระยะที่สองอย่างเต็มตัว แม้ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาจะมีคำวินิจฉัยล้มมาตรการภาษีที่ออกโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่สถานการณ์ไม่ได้ยุติลง ตรงกันข้าม เกมการค้ากลับซับซ้อนและเข้มข้นขึ้น หลังฝ่ายบริหารเดินหน้าใช้เครื่องมือทางกฎหมายฉบับอื่นแทน

27 กุมภาพันธ์ 2569

คำตัดสินประวัติศาสตร์ สกัดการใช้ IEEPA เก็บภาษีวงกว้าง

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมประเทศคู่ค้าทั่วโลก

ศาลให้เหตุผลว่า อำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจโดยกำเนิดของฝ่ายบริหารในช่วงเวลาปกติ อีกทั้งตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้ IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะครอบจักรวาลเช่นนี้

คำวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลให้มาตรการภาษีฐาน 10% ที่เคยประกาศใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกต้องถูกยกเลิกทันที อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้ชี้ขาดในประเด็นการคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปก่อนหน้า ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 130,000–175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเด็นนี้อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายเพิ่มเติม และสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ หากมีคำสั่งให้คืนเต็มจำนวน

นักวิเคราะห์จาก Oxford Economics ตั้งข้อสังเกตว่า ความไม่ชัดเจนเรื่องการคืนภาษีอาจกลายเป็นประเด็นฟ้องร้องยืดเยื้อ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อภาคธุรกิจและตลาดการเงิน

ทรัมป์เปิดเกมใหม่ ใช้มาตรา 122 ดัน Global Tariff 15%

แม้จะถูกศาลจำกัดอำนาจผ่าน IEEPA แต่ทรัมป์ตอบโต้ทันที โดยประกาศใช้มาตรการ “Global Tariff” ภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถปรับขึ้นภาษีได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสในขั้นต้น

อัตราภาษีใหม่ถูกกำหนดไว้ที่ 15% เท่ากันทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าช่องทางทางกฎหมายสำหรับการดำเนินนโยบายการค้ายังเปิดอยู่ แม้มาตรการนี้มีกรอบเวลาจำกัด แต่ก็สามารถต่อยอดเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติได้ หากได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภา

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ทั้งต่อภาคธุรกิจสหรัฐฯ และต่อระบบการค้าโลกโดยรวม บริษัทข้ามชาติอาจชะลอการลงทุนและการปรับซัพพลายเชน เนื่องจากไม่สามารถประเมินทิศทางนโยบายภาษีในระยะยาวได้ชัดเจน

ตลาดการเงินผันผวน รับแรงกระแทกทางนโยบาย

หลังคำตัดสินของศาล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก ก่อนปิดบวกเพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความกังวลต่อภาระหนี้สาธารณะและทิศทางนโยบายการคลังในอนาคต

ในภาพรวม นโยบาย “America First” ตลอดช่วงปี 2017–2025 ได้เปลี่ยนภาษีจากเครื่องมือทางการค้าไปสู่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ การใช้มาตรา 232 และมาตรา 301 ก่อนหน้านี้ทำให้โครงสร้างภาษีหลายส่วนกลายเป็นกึ่งถาวร และการหันมาใช้มาตรา 122 ในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าการแข่งขันทางการค้าจะยังดำเนินต่อไป

ผลกระทบต่อไทย ความเสี่ยงและโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 15% ของมูลค่าส่งออกรวม การเปลี่ยนแปลงภาษีแม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จึงมีนัยสำคัญต่อผู้ส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินว่า สงครามการค้าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นจากการใช้เครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับควบคู่กัน แม้คำสั่งศาลจะทำให้ทรัมป์เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถหยุดนโยบายภาษีได้อย่างสิ้นเชิง

ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่าอัตราภาษี 15% ที่กำหนดเท่ากันทั่วโลก อาจช่วยลดความเสียเปรียบของไทย เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ไทยเคยถูกจัดเก็บ Reciprocal Tariff ในอัตราสูงถึง 19%

ในระยะสั้น ผู้ส่งออกไทยอาจเร่งส่งออกภายในกรอบเวลา 150 วัน เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างภาษีใหม่ ขณะเดียวกัน ภาครัฐเตรียมติดตามสถานการณ์รายสินค้าและรายอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางและระยะยาว ความผันผวนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายตลาดส่งออก เดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี และเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อรับมือกับโลกการค้าที่กติกาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

คำตัดสินของศาลอาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกฎหมาย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สงครามการค้าโลกยังไม่ถึงบทสรุป และทิศทางในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับทั้งการเมืองภายในสหรัฐฯ และการตอบสนองของประเทศคู่ค้าทั่วโลก.