ราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวกแรง หลังตลาดกังวลตะวันออกกลาง–จับตาช่องแคบฮอร์มุซ
ตลาดพลังงานโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3% ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกลับมารุนแรง หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังอยู่ในภาวะ “เปราะบางอย่างมาก”
ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันหลักของโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้การขนส่งน้ำมันเผชิญข้อจำกัด และกดดันอุปทานในตลาดโลก
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI ส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับเพิ่มขึ้น 2.65 ดอลลาร์ ปิดที่ 98.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 2.92 ดอลลาร์ ปิดที่ 104.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาเคยปรับตัวลดลงราว 6% หลังตลาดคาดหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์อาจเริ่มคลี่คลาย และช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
แต่ความหวังดังกล่าวถูกกดดันอีกครั้ง หลังผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าข้อตกลงหยุดยิงยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ พร้อมแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของอิหร่าน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดพลังงานกลับมาตึงเครียด
ด้านตลาดทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงชะลอการลงทุนเพื่อรอการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สะท้อนแรงซื้ออย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป