ไม่เรียก–ไม่รับ
ไม่ให้–ไม่จ่าย
ตัดวงจรคอร์รัปชัน
รัฐบาลชู 3 หลัก “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางช่วยคนผิด” กกร. ผนึกภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาสังคม ขับเคลื่อนนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน จากคำประกาศสู่การปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและสร้างการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม
คอร์รัปชันไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและกฎหมาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน การแก้ปัญหาจึงต้องทำมากกว่าการดำเนินคดีเมื่อเกิดเหตุ โดยต้องปิดช่องโหว่ของระบบ เปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้ และทำให้ทุกฝ่ายยึดกติกาเดียวกัน
ปิดโอกาสโกง
ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงระบบอนุมัติอนุญาตและจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส
เปิดโอกาสตรวจสอบ
เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ สนับสนุนการมีส่วนร่วม และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
ปิดทางช่วยคนผิด
บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ยึดหลักฐานและข้อเท็จจริงโดยไม่เลือกปฏิบัติ
กกร. เปิดเวทีเชื่อมนโยบายสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อน Zero Corruption
คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Policy to Action” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ณ Royal Jubilee Ballroom อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเชื่อมโยงนโยบายด้านการป้องกัน และต่อต้านการทุจริตไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน จากภาครัฐ หน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม
ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำว่าการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล และต้องขับเคลื่อนจากนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงการประกาศเจตนารมณ์หรือกำหนดมาตรการไว้ในแผนงาน

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่มีต่อกติกาของประเทศ ความเชื่อมั่นดังกล่าวถือเป็นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน การดำเนินธุรกิจ และความเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน
การต่อต้านคอร์รัปชันต้องขับเคลื่อนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง พร้อมทำให้ระบบภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
3 หลักสำคัญ ปิดช่องโหว่ทุจริต เพิ่มความโปร่งใส และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค
1. ปิดโอกาสโกง ลดช่องว่างในการใช้อำนาจ
รัฐบาลมุ่งลดการรวมศูนย์อำนาจ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และปรับปรุงกระบวนการอนุมัติอนุญาต ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อลดช่องทางที่เจ้าหน้าที่อาจใช้ดุลพินิจโดยไม่จำเป็น หรือเรียกรับผลประโยชน์จากผู้มาติดต่อราชการ
อีกประเด็นสำคัญคือการปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น e-Auction เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการกำหนดขอบเขตงานหรือข้อกำหนด (TOR) ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ เพิ่มการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง และทำให้ผู้ประกอบการสามารถเสนอราคาและแข่งขันภายใต้กติกาที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและประชาชน
2. เปิดโอกาสตรวจสอบ ให้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและผลประโยชน์ ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยสนับสนุนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
ควบคู่กับการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้พบเห็นการทุจริตสามารถเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการถูกข่มขู่ หรือการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยยึดข้อเท็จจริงและหลักฐาน
3. ปิดทางช่วยคนผิด บังคับใช้กฎหมายตามข้อเท็จจริง
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค รวมถึงผู้บริหารประเทศ หากมีผลประโยชน์ทับซ้อนต้องถอนตัวจากการตัดสินใจที่เกี่ยวข้อง และยอมรับการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกัน
สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดี ได้เสนอแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยให้ความสำคัญกับหลักฐาน ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ความผิด มากกว่าชื่อเสียง ตำแหน่ง หรือตระกูลของผู้ถูกตรวจสอบ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด การอายัดและยึดทรัพย์ตามกระบวนการกฎหมาย ตลอดจนการดำเนินการกับเครือข่ายอาชญากรรม และกลุ่มทุนที่กระทำผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดใช้ช่องว่างของระบบสร้างความเสียหายต่อไป
เร่งจัดการทุจริตสอบราชการท้องถิ่น ย้ำต้องดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามหลักฐาน
กรณีการทุจริตในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการท้องถิ่น เป็นอีกประเด็นที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยชี้ว่าการทุจริตในกระบวนการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการ และอาจสร้างความเสียหายในระยะยาวต่อคุณภาพการให้บริการประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต่ออดีตอธิบดี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมประสานหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการไม่ใช่เพียงปัญหาในกระบวนการคัดเลือกบุคลากร แต่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน และความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ ที่มีหน้าที่ให้บริการประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ หลังการประกาศยุบสภา และระบุว่าไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับการทุจริตในกระบวนการสอบดังกล่าวในขณะนั้น พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องเมื่อได้รับข้อมูล และสามารถเข้ามาบริหารราชการได้อีกครั้ง
หากบุคลากรเข้าสู่ระบบราชการด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานการคัดเลือก และคุณภาพการปฏิบัติงานในอนาคต การแก้ปัญหาจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อสร้างหลักประกันว่าการเข้าสู่ระบบราชการตั้งอยู่บนความสามารถ และความเป็นธรรม ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือการใช้เครือข่ายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
ยกระดับการติดตามทรัพย์สินและตัดวงจรทุนสีเทา
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหานอมินีและเครือข่ายทุนสีเทา โดยระบุถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการกำกับดูแลเรื่องการพำนักในประเทศ และการให้สถานะตามกฎหมาย พร้อมย้ำถึงการดำเนินการกับชาวต่างชาติที่กระทำผิด ตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ใช้ช่องทางทางกฎหมายหรือโครงสร้างธุรกิจเพื่อดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายต่อไป
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถติดตามทรัพย์สินคืนได้แล้ว 320 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความเสียหายที่คาดการณ์ไว้ จึงจำเป็นต้องขยายผลการตรวจสอบและติดตามทรัพย์สินเพิ่มเติม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการดำเนินคดีอาญา กับผู้กระทำผิด แต่ต้องครอบคลุมถึงการติดตามผลประโยชน์ที่ได้มาจากการทุจริต การตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และการป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินจากการกระทำผิด ถูกนำไปใช้สร้างอิทธิพลหรือก่อความเสียหายเพิ่มเติม
การดำเนินงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหาร หน่วยงานตรวจสอบ กระบวนการยุติธรรม ภาคธุรกิจ และประชาชน เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินคดี เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือสถานการณ์ใดเพียงอย่างเดียว
กกร. ชี้ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เปลี่ยนจาก “ฟ้อง–จับ–จบ” สู่การป้องกัน
การต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการพูดถึงปัญหา ไปสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง
ประเด็นสำคัญคือการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบใบอนุญาต และขั้นตอนการทำงานของภาครัฐ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจโดยไม่จำเป็น เพราะหากกระบวนการมีความซับซ้อน ขาดความชัดเจน หรือไม่มีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจเพิ่มโอกาสให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์และการทุจริตในหลายรูปแบบ
กกร. จึงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มความโปร่งใส ลดการพึ่งพาการตัดสินใจที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และพัฒนากลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถติดต่อและทำธุรกรรมกับภาครัฐได้ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
แนวทางสำคัญในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันไม่ให้ช่องทางการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น พร้อมผลักดันหลัก “ไม่จ่าย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดำเนินธุรกิจ
ในมุมของภาครัฐ ต้องลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ทำให้กระบวนการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการมีความชัดเจน โปร่งใส และมีระบบคุ้มครองผู้ที่ปฏิเสธการจ่ายสินบน ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กร พัฒนาระบบควบคุมภายใน และไม่ปล่อยให้การจ่ายสินบนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
“ไม่เรียก–ไม่รับ ไม่ให้–ไม่จ่าย” หัวใจของการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์จากการทำงานในภาคเอกชนว่า การติดต่อและทำธุรกรรมกับภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ หากระบบราชการมีช่องทางที่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ ย่อมเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและทำให้การแข่งขันขาดความเป็นธรรม
การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการทั้งสองด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ภาครัฐต้องไม่เรียกรับผลประโยชน์ และภาคเอกชนต้องไม่เสนอหรือจ่ายสินบน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังยอมรับให้การจ่ายผลประโยชน์ นอกระบบเป็นเงื่อนไขของการทำธุรกิจ วงจรการทุจริตก็อาจดำเนินต่อไปได้ แม้จะมีมาตรการปราบปรามหรือการดำเนินคดีเป็นระยะก็ตาม
การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสจึงต้องเริ่มจากการกำหนดกติกาที่ชัดเจน เปิดเผยขั้นตอนการทำงาน และทำให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจ ได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือการจ่ายผลประโยชน์ เพื่อให้ได้รับบริการหรือสิทธิประโยชน์จากรัฐ
ขณะเดียวกัน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและผู้ปฏิเสธการจ่ายสินบนมีความสำคัญ ต่อการสร้างระบบที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างสุจริต เพราะหากผู้ประกอบการที่ไม่ยอมจ่าย ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหรือถูกกีดกันออกจากระบบ ก็อาจทำให้แรงจูงใจในการดำเนินธุรกิจ อย่างโปร่งใสลดลง
ภาครัฐต้องปิดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์ ส่วนภาคเอกชนต้องไม่ใช้สินบน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันทำให้การดำเนินธุรกิจ เป็นไปตามกติกาที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
กกร. มองว่าการลดคอร์รัปชันต้องอาศัยความร่วมมือแบบพหุภาคี ทั้งฝ่ายบริหาร หน่วยงานกำกับดูแลและตรวจสอบ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และภาคประชาสังคม เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมกันปรับระบบและพฤติกรรม ไม่ใช่ผลักภาระให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบเพียงลำพัง
Zero Corruption ต้องสร้างระบบที่ตรวจสอบได้และดำเนินงานต่อเนื่อง
การขับเคลื่อน Zero Corruption ไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริต แต่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การเปิดเผยข้อมูล การพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
ในด้านภาครัฐ การดำเนินงานจำเป็นต้องครอบคลุมทั้งระบบอนุมัติอนุญาต การจัดซื้อจัดจ้าง การคัดเลือกบุคลากร และการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนภาคเอกชนต้องพัฒนามาตรฐานธรรมาภิบาล และระบบควบคุมภายในที่ป้องกันการจ่ายสินบน พร้อมสร้างความร่วมมือในห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อไม่ให้การทุจริตกลายเป็นต้นทุนแฝงของการแข่งขัน
สำหรับภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน บทบาทสำคัญคือการติดตาม ตรวจสอบ และนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้สาธารณชนสามารถประเมินการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ขณะที่หน่วยงานตรวจสอบต้องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบกฎหมาย
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนคือการทำให้คำมั่นด้านความโปร่งใสเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการลดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์ การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การติดตามผลคดี การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และการสร้างหลักประกันว่าผู้ประกอบการ ที่ปฏิบัติตามกติกาจะไม่เสียเปรียบผู้ที่ใช้วิธีการทุจริต
เปลี่ยนคำประกาศให้เป็นการปฏิบัติ
การสร้างประเทศไทยที่ปราศจากคอร์รัปชันต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายที่ดำเนินไปพร้อมกัน หากภาครัฐยึดหลัก “ไม่เรียก–ไม่รับ” และภาคเอกชนยึดหลัก “ไม่ให้–ไม่จ่าย” อย่างจริงจัง ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ของระบบและการสร้างความรับผิดชอบร่วมกัน ก็จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาล เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
