กกร. ถก รมว.แรงงาน เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของประเทศไทย

สื่อประชาสัมพันธ์

กกร. ถก รมว.แรงงาน เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของประเทศไทย

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ  สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

11 มีนาคม 2569

เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (น.ส.ตรีนุช เทียนทอง) เพื่อประชุมหารือปัญหาการขาดแคลนแรงงานสัญชาติกัมพูชา พร้อมทั้งแถลงข่าวร่วมกันถึงสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศในปัจจุบัน ณ กระทรวงแรงงาน

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก การท่องเที่ยว ต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ ทั้งนี้ ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.1–0.8% ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็น โอกาสของประเทศไทย ในการขยายการส่งออกจากภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด รวมถึงโอกาสด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน เนื่องจากนักท่องเที่ยวและนักลงทุนบางส่วนอาจมองหาประเทศที่มีความปลอดภัยและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ เช่น ประเทศไทย

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังเผชิญ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง อัตราการเกิดลดลง และข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้ภาคธุรกิจหลายสาขา เช่น การผลิต เกษตร ก่อสร้าง และบริการ ขาดแคลนแรงงานทั้งระดับไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ

โดยเฉพาะในพื้นที่ ภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี และตราด ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะ แรงงานสัญชาติกัมพูชาในระบบ MOU กำลังทยอยครบกำหนดใบอนุญาตทำงานและบางส่วนเดินทางกลับประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ภาคก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการเก็บผลไม้ตามฤดูกาลและโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

กกร. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเร่งด่วน ได้แก่
 1. ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานสัญชาติกัมพูชาในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 6 เดือน พร้อมตรวจสอบประวัติด้านความมั่นคงและกำหนดให้นายจ้างกำกับดูแลอย่างเหมาะสม
 2. ไม่ต่อใบอนุญาตทำงาน สำหรับแรงงานที่เดินทางออกจากประเทศไปแล้วหรือผู้ที่ลักลอบเข้าประเทศ
 3. ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาและลาวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย เพื่อรักษากำลังแรงงานที่มีอยู่
 4. เพิ่มช่องทางการนำเข้าแรงงานตามระบบ MOU จากประเทศอื่น เช่น ศรีลังกา และบังกลาเทศ เพื่อทดแทนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน

ทั้งนี้ กกร. เห็นว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้ง มิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมควบคู่กัน เพื่อรักษาเสถียรภาพกำลังแรงงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว