ทำไม \"OECD\" จึงสำคัญต่อประเทศไทย EP.2
เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ตามเป้าหมาย รัฐบาลได้แบ่งภารกิจแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันออกเป็นสองกลุ่มภารกิจ
สมัครเป็น “ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ” (OECD Anti-Bribery Convention) ตามเงื่อนไขที่ OECD กำหนดก่อนเข้าเป็นสมาชิก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568
ปรับปรุงกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 176 เรื่องการเอาผิดนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ให้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เพื่อจูงใจให้ผู้กระทำผิดบางรายออกมาให้ข้อมูลหรือสารภาพผิดแลกกับการยกเว้นหรือลดโทษทางอาญาแต่อาจเพิ่มโทษทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมต่อนิติบุคคลที่กระทำผิด
กลไกสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาระบบบริการประชาชน ยกระดับการเปิดเผยข้อมูล พัฒนากฎหมาย ปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และฟื้นฟูหลักนิติรัฐ
ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่กำหนดอนาคตประเทศไทยเพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งในการยกเครื่องระบบราชการปรับเปลี่ยนกติกาการใช้อำนาจรัฐ และกำหนดบทบาทใหม่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการบริการประชาชน
สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับมอบหมายให้จัดทำ “รายงานการวิเคราะห์และประเมินระบบความซื่อตรงของภาครัฐ” (Integrity Review) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ OECD ใช้ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจระบบความซื่อตรงภาครัฐของประเทศต่าง ๆ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการยังมีอีกหลายประการ เพื่อให้ได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างสง่างาม
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Corruption Watch แชตฟ้องโกงทันใจ เพื่อให้ประชาชนและชาวต่างชาติที่ถูกเรียกรับสินบนหรือพบเห็นพฤติกรรมคอร์รัปชัน สามารถร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และติดตามผลได้
“ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริต”