นายกรัฐมนตรี ประชุม คตท. นัดแรก เดินหน้าออกกฎหมายป้องกันทุจริตสอบเข้าภาครัฐ วางกลไกจัดการปัญหาสินบน จับมือภาคเอกชนปฏิรูประบบอนุญาตและบริการรัฐ สร้างความเชื่อมั่นไทย มุ่งสู่เป้าหมาย OECD
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดย คตท. ถือเป็นกลไกการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ เกิดขึ้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ได้สะท้อนข้อมูลจากประสบการณ์ตรงและผลสำรวจปัญหาการทุจริตที่ภาคธุรกิจเผชิญ
ในการประชุมครั้งนี้ เร่งต่อต้านการทุจริตในภาครัฐใน 2 มิติสำคัญ คือ
1. ปัญหาทุจริตและสินบนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
2. การปรับปรุงระบบอนุญาตและบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนต่อประเทศไทย และยกระดับระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
คตท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริตและสินบนเร่งด่วนที่กระทบความเชื่อมั่นของสังคม โดยเฉพาะกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น มีมติเห็นชอบข้อเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยเสนอให้จัดทำกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกดำเนินการ มาตรการต่อผู้กระทำความผิด และช่องทางแจ้งเบาะแส ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอน
พร้อมทั้งเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ และสำนักงาน ป.ป.ท. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อเสนอแนะแนวทางและมาตรการในการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐต่อ คตท. อันเป็นการยกระดับการแก้ปัญหาจากรายกรณีสู่การป้องกันเชิงระบบ
นอกจากนี้ คตท. ได้กำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ กกร. ในการขับเคลื่อนโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้สินบน” โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจของ กกร. มาประกอบการคัดเลือกหน่วยงานและกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อเร่งปรับปรุงกระบวนงานของหน่วยงานนำร่องให้เห็นผลภายใน 6 เดือน โดย กกร. ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และสื่อสารสาธารณะ จะมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสะท้อนปัญหา ร่วมออกแบบแนวทางปรับปรุง ติดตามและประเมินผล
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนครบวงจร การให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่าน Digital Platform และการอำนวยความสะดวกการบริการด้านที่ดินในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจ และลดต้นทุนในการติดต่อราชการ
ที่ประชุมรับทราบแนวทางการใช้ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดโอกาสการทุจริตในกระบวนงานอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐ ผ่านแนวทาง “2 ลด 1 เพิ่ม” ได้แก่
* ลดดุลพินิจ
* ลดการเผชิญหน้าและคนกลาง
* เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
เพื่อปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ
การประชุม คตท. ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ สนับสนุนการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) และเสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571.


