ลอยดีเซลสะเทือนเศรษฐกิจไทย ส.อ.ท.ชี้ค่าขนส่งพุ่ง 10% สินค้าจ่อแพงทั้งแผง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การลอยตัวราคาดีเซลจะส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทันที โดยคาดว่าค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้น 5-10% และลุกลามเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิตสินค้า
ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มปรับขึ้น 5-8% จากแรงกดดันของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่พุ่งสูงผิดปกติ จากระดับเฉลี่ย 60-67 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 80-100 ล้านลิตรต่อวัน
ส่วนต่างกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากช่องว่างราคาที่แตกต่างกันสูง โดยบางประเทศมีราคาสูงกว่าไทยเกือบ 27 บาทต่อลิตร
แรงจูงใจดังกล่าว ทำให้การปล่อยลอยตัวราคาดีเซล ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแนวทางลดปัญหาการเก็งกำไรข้ามแดน
นอกจากราคาน้ำมันแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นในงวดใหม่ รวมถึงราคาวัตถุดิบต้นน้ำอย่าง “เม็ดพลาสติก” ที่พุ่งขึ้นแล้ว 50-70%
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มลุกลามไปยังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และส่งต่อไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง ขณะที่ภาคเกษตรก็มีความเสี่ยงจากปุ๋ยที่มีสต็อกจำกัดถึงเพียงเดือนพฤษภาคมนี้
ภาคการส่งออกไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะเส้นทางไปตะวันออกกลางที่ค่าระวางเรือพุ่งจาก 1,000 เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ หรือเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า
ขณะเดียวกัน ค่าประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้นมากกว่า 500% ส่งผลให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมคือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาอยู่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบสูงขึ้น
หากราคาน้ำมันโลกพุ่งไปแตะระดับ 125-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 1% ในกรณีเลวร้าย
ส.อ.ท.แนะว่า ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี เช่น AI และระบบบริหารจัดการพลังงาน มาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20%
พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือ “เฉพาะกลุ่ม” เพื่อบรรเทาผลกระทบ และพยุงราคาสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤติพลังงานที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น